แอสคอทท์ชูกลยุทธ์ Asset-Light ขยายพอร์ตโฟลิโอที่พักในไทย
แอสคอทท์ เปิดแผนธุรกิจปี 2568 เดินกลยุทธ์ Asset-Light ผ่านสัญญาบริหารจัดการและแฟรนไชส์ เร่งการเติบโตอย่างรวดเร็วและมั่นคงเน้นขยายรูปแบบที่พักที่หลากหลาย (Multi-Typology) จากเซอร์วิสเรสซิเดนซ์สู่รีสอร์ตและโรงแรม ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดธุรกิจและการท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวหลัก
นายคณิต แสงมุกดา ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว แอสคอทท์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดศูนย์กลางการเติบโตหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับบริษัท โดยสะท้อนผ่านความหลากหลายของโครงการที่พักในกรุงเทพฯ, พัทยา, ศรีราชา และเวียงจันทน์
โดยปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการในประเทศไทยรวม 26 โครงการ ในลาว 1 โครงการ และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 4 โครงการ
อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Average Occupancy) ในปัจจุบันแสดงความแข็งแกร่งในหลายพื้นที่ :
- กรุงเทพฯ: 68%
- ศรีราชาและพัทยา: 70%
- เวียงจันทน์: 80%
โครงการขยายตัวล่าสุด ได้แก่ La Clef Bangkok by The Crest Collection เซอร์วิสเรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรีที่เปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2568 และการเตรียมเปิดตัว Ascott Abov Patong Phuket ซึ่งถือเป็นการบุกตลาดรีสอร์ตและเรสซิเดนซ์ในจังหวัดภูเก็ตเป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ แอสคอทท์มุ่งเน้นกลยุทธ์หลักสามประการเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน :
- กลยุทธ์ Asset-Light: เน้นการเติบโตผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยใช้ สัญญาบริหารจัดการ (Management Agreement) และ ระบบแฟรนไชส์ (Franchise Agreement) กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการขาย การตลาด และระบบบริหารจัดการมาตรฐานสากล
- กลยุทธ์ที่พักหลากหลายรูปแบบ (Multi-Typology): ขยายพอร์ตโฟลิโอจากเซิร์ฟวิสเรสซิเดนซ์แบบดั้งเดิมไปสู่โรงแรม, โค-ลีฟวิ่ง, รีสอร์ต, และเรสซิเดนซ์ภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย โดยใช้ โมเดลการบริการแบบไฮบริด ที่รองรับทั้งลูกค้าพักระยะสั้นและระยะยาวภายใต้ระบบการดำเนินงานเดียวกัน กลยุทธ์นี้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว (B-leisure), กลุ่มพักระยะยาว (Long Stay), กลุ่มคนทำงานอิสระ (Digital Nomads) และครอบครัว
- การขยายสู่เมืองท่องเที่ยวหลัก: เพิ่มพันธมิตรและโครงการในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น พัทยา ภูเก็ต และหัวหิน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตลาดธุรกิจ (Business) และตลาดท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน (Leisure) ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ดีแม้ปี 2568 จะยังคงมีความท้าทายในตลาดพักผ่อน (Leisure) แต่แอสคอทท์ชี้ว่า ตลาดลูกค้าองค์กร ทั้งการเข้าพักระยะสั้นและยาว ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากหลายประเทศ อาทิ ไทย, ญี่ปุ่น, จีน, ไต้หวัน, สหรัฐฯ, ออสเตรีย, และเกาหลี
- การชดเชยตลาดจีน : แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวจากนักท่องเที่ยวจีน แต่ดีมานด์ดังกล่าวสามารถถูกชดเชยได้ด้วยการเติบโตของนักเดินทางจาก เอเชีย, สหรัฐฯ, ยุโรป, และตะวันออกกลาง ซึ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าที่กว้างขวาง
- ดีมานด์กลุ่มใหม่ : แนวโน้ม Bleisure (Business + Leisure) และ Digital Nomads ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะใช้เวลาเข้าพักนานขึ้น ขณะที่นักเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของประสบการณ์" มากกว่าปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว
แอสคอทท์ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวทาง Ascott CARES ซึ่งครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับประสบการณ์การเข้าพักและสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และชุมชนในทุกพื้นที่ดำเนินงาน