ตลาดสัตว์เลี้ยงไทย โตจริงหรือ? เจาะลึกสถานการณ์ Oversupply ท่ามกลางเมกะเทรนด์ Pet Humanization
ตลาดสัตว์เลี้ยงไทย ที่ว่าเติบโต… จริงหรือ? เมื่อ 'เมกะเทรนด์' ถูกท้าทายด้วย 'สินค้าล้นตลาด' และ 'กำไรที่หายไป' จาก "สินค้ารั่วไหล" เข้าสู่ภาวะนิ่งหลัง "โควิดฟองสบู่" แตก จำนวนสัตว์เลี้ยง-คนเลี้ยงตามไม่ทัน กำลังซื้อลด-กระพือสงครามราคา
หลายปีที่ผ่านมา ข่าวสารต่างประโคมว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยงคือ"เมกะเทรนด์" แห่งอนาคตด้วยมูลค่าตลาดหลักหมื่นล้านบาทที่พุ่งสูงขึ้น จากกระแส Pet Humanization ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว แต่เบื้องหลังตัวเลขสวยหรูเหล่านั้น อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงกำลังเผชิญกับภาวะสินค้าล้นตลาด (Oversupply) ที่ไม่เคยมีมาก่อน ร้านค้าออฟไลน์กำลังต่อสู้กับสินค้าจากเพื่อนบ้านราคาถูกที่เข้ามาท่วมตลาดจน "กำไรหลัก" หายไป
“การเงินธนาคาร” เจาะลึกสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในตลาดสัตว์เลี้ยงไทย ว่าการเติบโตที่เราเห็นเป็น"ตัวเลขจริง" หรือเพียง"ฟองสบู่โควิด" ที่กำลังแตก?
ตลาดสัตว์เลี้ยงเมกะเทรนด์ที่ยังโตทั้งโลก
นายวสกร โมรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพ็ทพัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PETPAL ประเมินว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกในช่วงปี 2567-2572 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 126,660 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 193,650 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.52 ต่อปี (CAGR) นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ยังคงมีศักยภาพท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตคือ Pet Humanization หรือการที่เจ้าของมองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Parents) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และคู่รัก มิลเลนเนียล ที่นิยมเลี้ยงสัตว์ก่อนมีบุตร ทำให้พร้อมใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่ ทั้งการซื้ออาหารคุณภาพดีหรือระดับพรีเมียม (เช่น อาหารปลอดธัญพืช, ออร์แกนิก, หรืออาหารจากธรรมชาติ) เพื่อยืดอายุและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากรและรายได้ทั่วโลก รวมถึงจำนวนผู้สูงอายุที่นิยมเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อน ก็เป็นปัจจัยบวกสำคัญ
สำหรับภาพรวมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 46,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3.98 แสนตัน เพิ่มขึ้น12% จากปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจำนวนแมวและสุนัข ซึ่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 28 และร้อยละ 19 ตามลำดับในช่วงปี 2564-2567
ส่วนตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดศักยภาพ เช่น สหราชอาณาจักร และได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นภาษีนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงตามข้อตกลง FTA ไทย-นิวซีแลนด์
อินไซต์จากผู้ใช้จ่าย: Pet Parenting ดันยอดใช้จ่ายสูงขึ้น
นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความสุขอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น รูปแบบการใช้ชีวิต ที่สะท้อนความผูกพันเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือที่เรียกว่าPet Parenting ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย เจ้าของสัตว์เลี้ยงพร้อมลงทุนมากขึ้นในด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวมีชีวิตยาวนานที่สุด
ข้อมูลจากสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างเดือนมกราคม - สิงหาคม 2568 พบว่ายอดใช้จ่ายในหมวดสัตว์เลี้ยง เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อน ผู้ถือบัตรทุกช่วงวัยยังคงมีการใช้จ่ายในหมวดดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ
มูลค่าตลาดรวมพุ่ง แต่การแข่งขันรุนแรง
ข้อมูลจาก สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย (TPIA) ระบุว่า นายนิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการ สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย (TPIA) เปิดเผยว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในช่วงปี 2568–2569 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 4–5% แม้จะไม่หวือหวาเหมือนช่วงโควิด แต่สะท้อนถึงการเข้าสู่สมดุลใหม่ที่มั่นคงขึ้น เพราะผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัว ทำให้การใช้จ่ายด้านอาหาร ผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสัตว์เลี้ยงยังคงมีทิศทางเติบโต
ปัจจุบันไทยมีตัวเลขการเลี้ยงสุนัขขั้นต่ำ 8 ล้านตัว และแมว 5.5 ล้านตัว โดยปี 2024 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงรวมอยู่ที่ประมาณ 69,800 ล้านบาท เติบโต 8.5% จากปี 2023 ที่มีมูลค่า 64,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
- อาหารสัตว์เลี้ยง: คิดเป็นสัดส่วนกว่า 55% ของตลาด มีมูลค่า 38,300 ล้านบาท เติบโต 4% (แบ่งเป็นอาหารสุนัข 18,700 ล้านบาท และอาหารแมว 19,600 ล้านบาท)
- Pet Health and Medical Care: 20%
- Snack: 10%
- ทรายแมว: 8%
ออฟไลน์ยังครองแชมป์ แต่ออนไลน์มาแรง
ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักยังมาจากช่องทาง ออฟไลน์ คิดเป็น 75% ของยอดขายรวม โดยมาจากร้านค้าปลีกสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Shop) กว่า 4,000 แห่ง และโรงพยาบาลสัตว์กว่า 3,000 แห่ง โดยสินค้าที่สร้างสัดส่วนการขายในออฟไลน์มากคือ อุปกรณ์และของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง (Accessories)
แม้ว่าตลาด ออนไลน์ จะเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ นายสัตวแพทย์เทียนชัย ไพฑูรย์วงศ์วีระ ที่ปรึกษาสมาคม TPIA และผู้ก่อตั้งชมรมผู้ค้าผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนตลาดออนไลน์ยังคง ไม่เกิน 10% โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) มีอัตราการเติบโตสูงถึง 11.7% และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (Non-Food) คาดว่าจะขยายตัว 5-10% ในปี 2025 ส่วนตลาดส่งออกนั้นกว่า 98% คือ อาหารแมวเปียก ในรูปแบบ OEM
“ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังเป็นสมรภูมิหลักในรอบ 2–3 ปีที่ผ่านมา แบรนด์อาหารสัตว์ไทยเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100 แบรนด์เป็น 400 แบรนด์ เติบโตขึ้น 4 เท่า (หรือเพิ่มขึ้น 300% จากฐานเดิม) ร้านค้าสัตว์เลี้ยงทั่วประเทศขยายตัวมากกว่า 4–5 เท่า”
นอกจากนี้ ผู้ก่อตั้งชมรมผู้ค้าผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย ยังชี้ให้เห็น ความย้อนแย้ง ของข่าวสารที่ระบุว่าตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างมาก ทั้งยังมีการเติบโตในกลุ่ม สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (Exotic Pets) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงรุ่นใหม่ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย ไม่ส่งเสียงรบกวน เหมาะกับสภาพสังคมที่คนอาศัยอยู่ในคอนโดมากขึ้น
“ตลาดโตจริงเพราะรุ่นคุณปู่ คุณย่า หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่หาสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อนมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องดีของอุตสาหกรรม แต่ความท้าทายวันนี้คือแบรนด์ที่เข้ามาใหม่หรือแม้แต่กระทั่งแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมานานต่างอยู่ในสภาวะเดียวกันคือ Oversupply ของทั้งปริมาณสินค้า แบรนด์ของสินค้า และความหลากหลายของสินค้า ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังค่อนข้างเหนื่อยทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา”
ดังนั้น แม้ผู้เลี้ยงจะอยากได้สินค้าคุณภาพดี แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องพิจารณา กำลังซื้อ ในกระเป๋าด้วยเนื่องจากตลาดบนที่พร้อมจ่ายมีสัดส่วนไม่มาก โดยภาพรวม 80-90% ของคนเลี้ยงสัตว์ยังไม่ใช่กลุ่มพรีเมียม
สัตว์พิเศษ: ตลาดเฉพาะทางที่เติบโต
นายปวัฒน์ อัจจมาลย์วรา นายกสมาคมผู้นิยมสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (TEPA) ระบุว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (Exotic Pet) ในไทยเติบโตต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่ความนิยมที่กว้างขึ้น มีผู้เลี้ยงและฟาร์มใหม่เกิดขึ้นมาก โดยสัตว์ยอดนิยมคือ
- สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก (หนู กระต่าย เฟอเร็ต ชูการ์ไกลเดอร์ แรคคูน)
- สัตว์ปีก (นกแก้วมาคอว์ นกกระตั้ว นกซันคอนัวร์)
- สัตว์เลื้อยคลาน (งู เต่า) รวมถึงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและแมงมุมทารันทูล่า
เนื่องจากสัตว์ Exotic เลี้ยงง่าย ไม่รบกวนไลฟ์สไตล์ และมีอายุยืน ขณะเดียวกันโรงพยาบาลสัตว์และสัตวแพทย์เฉพาะทางสำหรับสัตว์พิเศษที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันไทยไม่เพียงนำเข้าสัตว์หายาก แต่ยังสามารถเพาะพันธุ์ Exotic ได้เองครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สัตว์ปีก เต่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
แสดงให้เห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดที่ยังน่าจับตา แม้ผู้เลี้ยงจะต้องเผชิญต้นทุนสูงในการจัดสภาพแวดล้อมและการนำเข้าอาหาร
แบรนด์เพิ่ม 4 เท่า Pet Shop เพิ่ม 3 เท่า สะท้อน 'โควิดฟองสบู่'
นายนิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอาหารสัตว์แบรนด์ คานิวา (Kaniva) เปิดเผยว่าในระยะ 2 เดือนที่ผ่าน ตัวเลขในวงการสัตว์เลี้ยงไม่ได้ดีเหมือนที่ถูกนำเสนอออกมา สภาวะที่เป็นอยู่ขณะนี้เป็นการสะสมต่อเนื่องมาจากช่วง โควิด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ เกินจริงมาก
“ช่วงโควิดไม่มีธุรกิจไหนที่เติบโต 4 เท่าชั่วข้ามปี มีแต่วงการสัตว์เลี้ยงเท่านั้น Supplier เข้ามามากกว่าเดิม 3 เท่า และร้านค้า Pet Shop เปิดมากกว่าเดิม 3 เท่า แต่ตอนนี้เป็นช่วง สภาวะปกติของจริง ทำให้แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นซบเซาแต่ก็ยัง นิ่ง ๆ เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายที่ทั้งเป็น Supplier หรือ Pet Shop มียอดขายที่ลดลงไปเยอะ”
ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้วงการธุรกิจสัตว์เลี้ยงนี้มาถึงจุดนี้คือ สินค้ารั่วไหลจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ ของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่มีราคาถูกอย่างมาก
“เมื่อก่อน Accessories คือสินค้าที่ทำกำไรให้กับ Pet Shop บางทีได้กำไรถึง 100% แต่ตอนนี้ไม่สามารถพึ่งพา Accessories ได้แล้ว ทำให้ไม่มีเงินหมุน เพราะการขายอาหารสัตว์เลี้ยงทีี่มีสัดส่วนเยอะที่สุดทำกำไรอยู่ที่ 10-15% ขณะที่ Accessories เสื้อผ้า คอนโด และของเล่น ถูกจีนแย่งตลาดไปเกือบหมด นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมวงการสัตว์เลี้ยงถึงนิ่ง”
นิติพงศ์ กล่าวต่อไปว่าตอนนี้หลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศเหล่านั้นต้อง ระบายสินค้ามาขายในไทย เพราะตลาดไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด สินค้าจากต่างประเทศจึงเข้ามา ปะทะ กับสินค้าจำนวนที่มีอยู่แล้วในเมืองไทยจากการที่โรงงานส่งออกไม่ได้
“เมื่อเจอสินค้าจากจีนในราคาที่ถูกยิ่งทำให้สินค้า Oversupply มากขึ้นไปอีกส่งผลให้ราคาถูกลงเรื่อย ๆ แม้ผู้บริโภคจะมีสิทธิ์เลือกมากขึ้น แต่จำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ทันกับปริมาณสินค้าที่ล้นตลาด และจำนวน Pet Parents ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นต่อให้ไม่มีออนไลน์ ยอดขายก็ลดลงอยู่ดี”
สิ่งที่น่ากังวลคือ วันนี้ Pet shop มีเยอะมากแต่พื้นที่แคบลงจึงต้องเลือก แบรนด์ดัง เข้ามาขาย แบรนด์ใหม่จึงหันไปขายผ่านช่องทางออนไลน์ของตนเองโดยไม่พึ่ง Pet Shop สิ่งที่จะตามมาคือในอนาคตจะ ไม่มีแบรนด์ใหม่ ๆ อยากจะเข้า Pet Shop ซึ่งจะทำให้ Pet Shop อยู่ยากขึ้นไปอีก สิ่งที่น่ากลัวคือ แพลตฟอร์มออนไลน์ จะสามารถขึ้นราคา GP (Gross Profit) หรือค่าธรรมเนียมได้ตามต้องการ เพราะไม่มี Pet Shop คอยต่อรอง ดังนั้น Pet Shop และ แบรนด์ จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน
ซัพพลายล้นตลาดฉุดกำลังซื้อ Accessory ราคาถูกจากเพื่อนบ้านทำร้านออฟไลน์ขาดทุนหมุนเวียน
นางสาวนลินี วิเศษวงศ์สหกิจ บริษัท เทคนิค เพ็ท (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ธุรกิจสัตว์เลี้ยงจะยังเป็น เมกะเทรนด์ ที่มีการเติบโตและดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่ แต่ตลาดในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะ อุปทาน (Supply) ล้นเกินอุปสงค์ (Demand) อย่างรุนแรง ขณะที่อำนาจการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง
โดยปัจจัยกดดันตลาดมาจากหลายด้าน :
- กำลังซื้อลดลง: แม้จำนวนประชากรสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) จะยังสูง แต่กำลังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น
- สินค้าราคาถูกจากเพื่อนบ้าน: สินค้ากลุ่ม ของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง (Accessory) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีการนำเข้าโดยตรงจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาที่ถูกมาก จนทำให้ตลาดในประเทศเกิดการรั่วไหล
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าที่เข้าสู่ระบบมีจำนวนมากกว่าความต้องการซื้ออย่างมาก ทำให้พื้นที่หน้าร้าน (Space) ของ Pet Shop มีข้อจำกัดในการรับสินค้าใหม่ ๆ ขณะที่โอกาสในการเลือกซื้อของผู้บริโภคมีสูง แต่ผู้ซื้อกลับสับสนในการตัดสินใจ เพราะทุกแบรนด์ต่างโฆษณาว่าสินค้าของตนเองดี ทำให้ภาวะสินค้าล้นตลาดยังคงมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ช่องทาง ออนไลน์ มีส่วนทำให้ยอดขายหน้าร้านลดลงเพราะเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ช่องทางที่มอบ ความสะดวกสบาย ในการจับจ่ายให้ลูกค้าทำให้มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ร้านค้าออฟไลน์ จึงต้องปรับตัวสร้าง “จุดขาย” ที่ไม่ใช่เพียงแค่ราคา ขณะที่ร้านค้าออนไลน์เองต้องบริหารจัดการเรื่อง GP (Gross Profit) และค่าใช้จ่ายแฝงด้วย”
สาวนลินีให้ความเห็นถึงผู้เล่นใหม่ว่าการเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่าย แต่ "ถ้าเข้ามาแล้วจะต้องแตกต่างและเกินความคาดหวังของผู้บริโภคจริง ๆ" มิเช่นนั้นจะถูกปฏิเสธจาก Pet Shop เพราะร้านค้ามีพื้นที่จำกัด แบรนด์และร้านค้าจึงจำเป็นต้อง ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในตลาด