Vertiv ขี่คลื่นลูกที่สาม ชิงเค้ก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ แสนล้าน
ท่ามกลางการเติบโตก้าวกระโดดของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่ม Hyper-Scale Data Centers ตอบรับการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทำให้ความกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากร “น้ำและไฟ” กลายเป็นปัญหาที่สร้างความวิตกกังวลไม่ใช่น้อย ด้วยเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์” ผู้อำนวยการ บริษัท เวอร์ทิฟ ประเทศไทย บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และการทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก และไทยเป็น 1 ใน 130 ประเทศที่เข้าไปทำตลาด หลากหลายแง่มุมที่หลายคนนึกไม่ถึง
โอกาสธุรกิจและการเติบโต
“ชาญกิจ” กล่าวว่า การก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หลังการประกาศลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscaler ที่ต้องใช้ไฟและน้ำมากกว่าศูนย์ข้อมูลแบบเดิม ๆ มาก
ซึ่งเวอร์ทิฟ (Vertiv) อยู่ใน 3 อันดับแรกของโลก และเป็นพันธมิตรกับ Nvidia ในการพัฒนาระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจำเป็นสำหรับชิป AI ที่สร้างความร้อนสูง”
“วันนี้เรากำลังพูดถึงศูนย์ข้อมูลระดับเริ่มต้น 40-60 เมกะวัตต์แล้ว และอาจถึง 100 เมกะวัตต์ หรือมากกว่านั้น ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแบบเดิมใช้ไม่เกิน 10-20 เมกะวัตต์”
จากความต้องการใช้เทคโนโลยี AI ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “คลื่นลูกที่ 3” ของการลงทุน Data Center ในภูมิภาค คลื่นลูกแรกคือสิงคโปร์ แต่พื้นที่และกำลังไฟฟ้าจำกัด คลื่นลูกที่สองจึงย้ายไปมาเลเซียที่อยู่ใกล้กัน
สำหรับไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลาง มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ 5G ที่ดีที่สุดในภูมิภาค มีไฟเบอร์ออปติกที่หนาแน่นครอบคลุม ทำเลที่ดิน ราคาที่เหมาะสม และสิทธิพิเศษทางภาษีจาก BOI ทำให้ยักษ์ใหญ่ Hyper-scale Data Center ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ AWS เข้ามาลงทุน
“ในพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่ง ๆ เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตั้งแต่อาคารที่ต้องออกแบบพิเศษ ในส่วนของระบบหล่อเย็นโดยการใช้น้ำ และระบบจ่ายไฟฟ้า อาจเป็นต้นทุนสัก 30% ซึ่งเรามีมาร์เก็ตแชร์ใหญ่ที่สุด แต่ก็ต้องประมูลงานแข่งกับเจ้าอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แสนล้านบาท เราจะได้ส่วนแบ่ง 30% ของเงินลงทุน เพราะในระบบน้ำ ระบบไฟ ยังต้องมีส่วนแบ่งเรื่องแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีอีกหลายอย่างประกอบกัน ดังนั้น ใน 30% นี้ อาจมาถึงเราราว ๆ 5% มีโปรดักต์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ตู้จ่ายไฟและระบบหล่อเย็น ที่เหลือเป็นบริการที่ต้องออกแบบหน้างาน”
เบื้องหลังการปรับตัวครั้งใหญ่
“ชาญกิจ” เล่าด้วยว่า เวอร์ทิฟ (Vertiv) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวครั้งใหญ่ของบริษัท Emerson Network Power ซึ่งทำระบบไฟให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอื่น ๆ จนในปี 2015-2016 ได้ขายหน่วยธุรกิจออกมาตั้งเป็น Vertiv เพื่อลุยตลาดโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมถึงจุดอิ่มตัว
อย่างกรณีในประเทศไทย ในอดีตตนขายระบบไฟให้โอเปอเรเตอร์ในช่วงการขยายโครงข่าย 4G และ 5G มีรายได้ปีละ 1-1.5 พันล้านบาท จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่ายโทรคมนาคมต่างชะลอการลงทุนขยายโครงข่าย ทำให้รายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือปีละประมาณ 500 ล้านบาท
“ไม่ใช่เพราะเขาไม่ลงทุน แต่เพราะโครงข่ายอิ่มตัวแล้ว มีสัญญาณไร้สาย 5G ครอบคลุมหมดแล้ว ส่วนเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกก็หนาแน่นมากแล้วเช่นกัน เราจึงต้องปรับตัวมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่จะก่อร่างสร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหล่านี้ นั่นคือเทคโนโลยีเอไอที่ต้องการดาต้าเซ็นเตอร์”
และคาดว่าเมื่อกำหนดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น รายได้จะกลับมาแตะระดับพันล้านต่อปีอีกครั้ง
“เรามีโซลูชั่นเอดจ์ เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกระดับ แต่อยากให้จับตากระแสการลงทุนขนาดใหญ่ Hyperscale ซึ่งจะสร้างไม่ต่ำกว่า 10 แห่งแน่นอน ในระยะนี้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์เป็นการเตรียมการออกแบบและจัดหาที่ดิน คาดว่าจะเป็นรูปเป็นร่างใน 2 ปี เริ่มโอเปอเรตในปี 2027-2028 และยังไม่เห็นว่าการลงทุนจะสิ้นสุดเมื่อใด ถือว่าเพิ่งเริ่ม หลายอุปกรณ์ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อไร้สายเพื่อส่งข้อมูลไปยังดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ”
แม้เทคโนโลยีและโซลูชั่นการหล่อเย็นและไฟฟ้าของเวอร์ทิฟจะพัฒนามาร่วมกับ NVIDIA แต่ก็มีบริษัทอื่น ๆ ที่มีเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง เพื่อที่จะเข้าไปทำงาน ทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยังนำมาซึ่งปัญหาและอุปสรรคที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
อุปสรรค์และความท้าทาย
ความท้าทายหลักของการเติบโตของ Data Center ในระยะยาว หนีไม่พ้นการใช้ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องมีนโยบายบริหารจัดการ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณที่สูงมาก แต่ในไทยไม่น่าห่วง เพราะมีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงมาก
ส่วนการใช้น้ำจำนวนมากก็เป็นอีกเรื่องน่ากังวล ด้วยว่าส่วนใหญ่ใช้ระบบทำความเย็นที่ใช้น้ำเป็นตัวกลางหลักที่เรียกว่า
“ชิลเลอร์” (Chiller) ทำให้น้ำเย็นลงก่อนส่งไปหล่อเลี้ยงระบบปรับอากาศในอาคาร ซึ่งในนิคมอุตสาหกรรมที่จะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่อง“น้ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เจ้าของโครงการเลือกพื้นที่นั้น ๆ
“ชิป NVIDIA รุ่นใหม่ ๆ เวลาประมวลผลเอไอจะมีความร้อนสูงมาก หากระบบทำความเย็นไม่พร้อมจะทำให้ชิป Rack หยุดทำงาน หรือเสียหาย ปัจจุบันระบบทำความเย็นด้วยน้ำจึงไม่เพียงพอ ซึ่ง Vertiv เป็นพาร์ตเนอร์กับ NVIDIA ในการพัฒนาระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว Liquid Cooling มีการพัฒนาระบบทำความเย็นแบบใหม่ เพื่อรองรับการสร้าง AI Factory ของ NVIDIA โดยเฉพาะ เราเป็นทางเลือกที่ NVIDIA แนะนำให้ใช้สำหรับสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอ”
ระบบนี้จะใช้น้ำในการหล่อเย็นชิปน้อยลง แต่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อเลี้ยงระบบหล่อเย็น เพราะชิปรุ่นใหม่ ๆ มีความร้อนสูงมากจริง ๆ เทคโนโลยีทำความเย็นสำหรับ AI Liquid Cooling ใช้น้ำยาหล่อเย็นพิเศษ แพงกว่าน้ำ แต่ดีกว่าถึง 4 เท่า
“ระบบน้ำยาหล่อเย็นไหลเวียนในท่อสเตนเลสสตีลบริสุทธิ์ เพื่อสัมผัสและนำความร้อนออกจากชิปโดยตรง เป็นระบบหมุนเวียนแบบปิด ไม่ได้ทิ้งน้ำออกไป Liquid Cooling หลายประเทศเริ่มมาก่อน แต่ในไทยยังใหม่จึงต้องส่งทีมไปอบรมที่มาเลเซีย”
ปัญหา อุปสรรค และความท้าทายสำคัญ คือเรื่องทรัพยากรบุคคลที่มีประสบการณ์ในการออกแบบ การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องการบุคลากรเฉพาะด้าน Liquid Cooling และเทคโนโลยี Liquid Cooling ที่จำเป็นสำหรับ AI ชิปรุ่นใหม่ เช่น Nvidia GB200/GB300 ที่มีกำลังไฟสูงถึง 142 กิโลวัตต์ต่อแร็ก
“วิศวกร โดยเฉพาะวิศวกรเครื่องกลยังไม่มีประสบการณ์กับระบบท่อน้ำยาหล่อเย็นพิเศษ และการออกแบบที่ซับซ้อนนี้ เราต้องส่งคนไปอบรมและหาประสบการณ์จากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย หรือที่โรงงานผลิตแต่ละแห่งต้องการบุคลากร 10-20 คนต่อไซต์งาน เพื่อดูแลระบบ 24 ชั่วโมง 3 กะ และดำเนินการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ”
ก้าวข้ามความขัดแย้ง
เมื่อถามถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ “ชาญกิจ” กล่าวว่า แม้ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นประเด็นระดับโลกที่อาจส่งผลกระทบกับการส่งออกชิปประมวลผล แต่บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Data Center อย่าง Vertiv ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่มีฐานการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก (เช่น จีน อินเดีย ยุโรป) ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก
เช่นกันกับเรื่องภาษีนำเข้าและส่งออก เนื่องจากแทบไม่ได้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐมายังประเทศไทย และไม่ได้ส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากมีโรงงานผลิตทั่วโลก จึงสามารถสลับฐานการผลิตได้หากมีการจำกัดการนำเข้าจากประเทศใดประเทศหนึ่ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Vertiv ขี่คลื่นลูกที่สาม ชิงเค้ก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ แสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net