โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Vertiv ขี่คลื่นลูกที่สาม ชิงเค้ก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 02.48 น.
ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์

ท่ามกลางการเติบโตก้าวกระโดดของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่ม Hyper-Scale Data Centers ตอบรับการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทำให้ความกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากร “น้ำและไฟ” กลายเป็นปัญหาที่สร้างความวิตกกังวลไม่ใช่น้อย ด้วยเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์” ผู้อำนวยการ บริษัท เวอร์ทิฟ ประเทศไทย บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และการทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก และไทยเป็น 1 ใน 130 ประเทศที่เข้าไปทำตลาด หลากหลายแง่มุมที่หลายคนนึกไม่ถึง

โอกาสธุรกิจและการเติบโต

“ชาญกิจ” กล่าวว่า การก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หลังการประกาศลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscaler ที่ต้องใช้ไฟและน้ำมากกว่าศูนย์ข้อมูลแบบเดิม ๆ มาก

ซึ่งเวอร์ทิฟ (Vertiv) อยู่ใน 3 อันดับแรกของโลก และเป็นพันธมิตรกับ Nvidia ในการพัฒนาระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจำเป็นสำหรับชิป AI ที่สร้างความร้อนสูง”

“วันนี้เรากำลังพูดถึงศูนย์ข้อมูลระดับเริ่มต้น 40-60 เมกะวัตต์แล้ว และอาจถึง 100 เมกะวัตต์ หรือมากกว่านั้น ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแบบเดิมใช้ไม่เกิน 10-20 เมกะวัตต์”

จากความต้องการใช้เทคโนโลยี AI ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “คลื่นลูกที่ 3” ของการลงทุน Data Center ในภูมิภาค คลื่นลูกแรกคือสิงคโปร์ แต่พื้นที่และกำลังไฟฟ้าจำกัด คลื่นลูกที่สองจึงย้ายไปมาเลเซียที่อยู่ใกล้กัน

สำหรับไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลาง มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ 5G ที่ดีที่สุดในภูมิภาค มีไฟเบอร์ออปติกที่หนาแน่นครอบคลุม ทำเลที่ดิน ราคาที่เหมาะสม และสิทธิพิเศษทางภาษีจาก BOI ทำให้ยักษ์ใหญ่ Hyper-scale Data Center ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ AWS เข้ามาลงทุน

“ในพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่ง ๆ เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตั้งแต่อาคารที่ต้องออกแบบพิเศษ ในส่วนของระบบหล่อเย็นโดยการใช้น้ำ และระบบจ่ายไฟฟ้า อาจเป็นต้นทุนสัก 30% ซึ่งเรามีมาร์เก็ตแชร์ใหญ่ที่สุด แต่ก็ต้องประมูลงานแข่งกับเจ้าอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แสนล้านบาท เราจะได้ส่วนแบ่ง 30% ของเงินลงทุน เพราะในระบบน้ำ ระบบไฟ ยังต้องมีส่วนแบ่งเรื่องแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีอีกหลายอย่างประกอบกัน ดังนั้น ใน 30% นี้ อาจมาถึงเราราว ๆ 5% มีโปรดักต์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ตู้จ่ายไฟและระบบหล่อเย็น ที่เหลือเป็นบริการที่ต้องออกแบบหน้างาน”

เบื้องหลังการปรับตัวครั้งใหญ่

“ชาญกิจ” เล่าด้วยว่า เวอร์ทิฟ (Vertiv) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวครั้งใหญ่ของบริษัท Emerson Network Power ซึ่งทำระบบไฟให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอื่น ๆ จนในปี 2015-2016 ได้ขายหน่วยธุรกิจออกมาตั้งเป็น Vertiv เพื่อลุยตลาดโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมถึงจุดอิ่มตัว

อย่างกรณีในประเทศไทย ในอดีตตนขายระบบไฟให้โอเปอเรเตอร์ในช่วงการขยายโครงข่าย 4G และ 5G มีรายได้ปีละ 1-1.5 พันล้านบาท จนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่ายโทรคมนาคมต่างชะลอการลงทุนขยายโครงข่าย ทำให้รายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือปีละประมาณ 500 ล้านบาท

“ไม่ใช่เพราะเขาไม่ลงทุน แต่เพราะโครงข่ายอิ่มตัวแล้ว มีสัญญาณไร้สาย 5G ครอบคลุมหมดแล้ว ส่วนเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกก็หนาแน่นมากแล้วเช่นกัน เราจึงต้องปรับตัวมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่จะก่อร่างสร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหล่านี้ นั่นคือเทคโนโลยีเอไอที่ต้องการดาต้าเซ็นเตอร์”

และคาดว่าเมื่อกำหนดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น รายได้จะกลับมาแตะระดับพันล้านต่อปีอีกครั้ง

“เรามีโซลูชั่นเอดจ์ เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกระดับ แต่อยากให้จับตากระแสการลงทุนขนาดใหญ่ Hyperscale ซึ่งจะสร้างไม่ต่ำกว่า 10 แห่งแน่นอน ในระยะนี้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์เป็นการเตรียมการออกแบบและจัดหาที่ดิน คาดว่าจะเป็นรูปเป็นร่างใน 2 ปี เริ่มโอเปอเรตในปี 2027-2028 และยังไม่เห็นว่าการลงทุนจะสิ้นสุดเมื่อใด ถือว่าเพิ่งเริ่ม หลายอุปกรณ์ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อไร้สายเพื่อส่งข้อมูลไปยังดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ”

แม้เทคโนโลยีและโซลูชั่นการหล่อเย็นและไฟฟ้าของเวอร์ทิฟจะพัฒนามาร่วมกับ NVIDIA แต่ก็มีบริษัทอื่น ๆ ที่มีเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันทำให้การแข่งขันค่อนข้างสูง เพื่อที่จะเข้าไปทำงาน ทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยังนำมาซึ่งปัญหาและอุปสรรคที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อุปสรรค์และความท้าทาย

ความท้าทายหลักของการเติบโตของ Data Center ในระยะยาว หนีไม่พ้นการใช้ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องมีนโยบายบริหารจัดการ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณที่สูงมาก แต่ในไทยไม่น่าห่วง เพราะมีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงมาก

ส่วนการใช้น้ำจำนวนมากก็เป็นอีกเรื่องน่ากังวล ด้วยว่าส่วนใหญ่ใช้ระบบทำความเย็นที่ใช้น้ำเป็นตัวกลางหลักที่เรียกว่า

“ชิลเลอร์” (Chiller) ทำให้น้ำเย็นลงก่อนส่งไปหล่อเลี้ยงระบบปรับอากาศในอาคาร ซึ่งในนิคมอุตสาหกรรมที่จะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่อง“น้ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เจ้าของโครงการเลือกพื้นที่นั้น ๆ

“ชิป NVIDIA รุ่นใหม่ ๆ เวลาประมวลผลเอไอจะมีความร้อนสูงมาก หากระบบทำความเย็นไม่พร้อมจะทำให้ชิป Rack หยุดทำงาน หรือเสียหาย ปัจจุบันระบบทำความเย็นด้วยน้ำจึงไม่เพียงพอ ซึ่ง Vertiv เป็นพาร์ตเนอร์กับ NVIDIA ในการพัฒนาระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว Liquid Cooling มีการพัฒนาระบบทำความเย็นแบบใหม่ เพื่อรองรับการสร้าง AI Factory ของ NVIDIA โดยเฉพาะ เราเป็นทางเลือกที่ NVIDIA แนะนำให้ใช้สำหรับสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอ”

ระบบนี้จะใช้น้ำในการหล่อเย็นชิปน้อยลง แต่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อเลี้ยงระบบหล่อเย็น เพราะชิปรุ่นใหม่ ๆ มีความร้อนสูงมากจริง ๆ เทคโนโลยีทำความเย็นสำหรับ AI Liquid Cooling ใช้น้ำยาหล่อเย็นพิเศษ แพงกว่าน้ำ แต่ดีกว่าถึง 4 เท่า

“ระบบน้ำยาหล่อเย็นไหลเวียนในท่อสเตนเลสสตีลบริสุทธิ์ เพื่อสัมผัสและนำความร้อนออกจากชิปโดยตรง เป็นระบบหมุนเวียนแบบปิด ไม่ได้ทิ้งน้ำออกไป Liquid Cooling หลายประเทศเริ่มมาก่อน แต่ในไทยยังใหม่จึงต้องส่งทีมไปอบรมที่มาเลเซีย”

ปัญหา อุปสรรค และความท้าทายสำคัญ คือเรื่องทรัพยากรบุคคลที่มีประสบการณ์ในการออกแบบ การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องการบุคลากรเฉพาะด้าน Liquid Cooling และเทคโนโลยี Liquid Cooling ที่จำเป็นสำหรับ AI ชิปรุ่นใหม่ เช่น Nvidia GB200/GB300 ที่มีกำลังไฟสูงถึง 142 กิโลวัตต์ต่อแร็ก

“วิศวกร โดยเฉพาะวิศวกรเครื่องกลยังไม่มีประสบการณ์กับระบบท่อน้ำยาหล่อเย็นพิเศษ และการออกแบบที่ซับซ้อนนี้ เราต้องส่งคนไปอบรมและหาประสบการณ์จากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย หรือที่โรงงานผลิตแต่ละแห่งต้องการบุคลากร 10-20 คนต่อไซต์งาน เพื่อดูแลระบบ 24 ชั่วโมง 3 กะ และดำเนินการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ”

ก้าวข้ามความขัดแย้ง

เมื่อถามถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ “ชาญกิจ” กล่าวว่า แม้ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นประเด็นระดับโลกที่อาจส่งผลกระทบกับการส่งออกชิปประมวลผล แต่บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Data Center อย่าง Vertiv ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่มีฐานการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก (เช่น จีน อินเดีย ยุโรป) ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก

เช่นกันกับเรื่องภาษีนำเข้าและส่งออก เนื่องจากแทบไม่ได้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐมายังประเทศไทย และไม่ได้ส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากมีโรงงานผลิตทั่วโลก จึงสามารถสลับฐานการผลิตได้หากมีการจำกัดการนำเข้าจากประเทศใดประเทศหนึ่ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Vertiv ขี่คลื่นลูกที่สาม ชิงเค้ก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...