โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 02.48 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์

การเมืองไทยภายใต้ระบอบดังที่เรานิยามก่อนนี้ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างอย่างเต็มตัวก็ในสมัยรัฐบาลภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สำคัญคือการขยายบทบาทและหน้าที่ของรัฐให้ลงไปในมิติของสังคมอย่างกว้างขวาง จึงเห็นภารกิจใหม่ของรัฐและราชการมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เกิดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตหลากหลายรูป ทั้งการคมนาคม อุตสาหกรรม พลังงานไปถึงการจัดการระบบการศึกษาใหม่ที่ขยายปริมาณทั้งปริมาณและคุณภาพจากก่อนหน้านี้

ทำให้นโยบายการพัฒนาประเทศในทิศทางของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบอเมริกันได้รับการตอบสนองค่อนข้างบวกจากประชาชนทั่วไป ซึ่งกำลังก่อรูปขึ้นเป็นคนชั้นกลางตามความต้องการของรัฐบาลและธนาคารโลกที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและที่ปรึกษา

นี่จึงเป็นการมาถึงของระบอบการจัดการรัฐและสังคมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน มันจึงไม่ใช่เพียงการรัฐประหารธรรมดาเท่านั้น

ลักษณะเด่นของระบอบสฤษดิ์ ได้แก่ ประการแรก ทางการเมือง สามารถรวมศูนย์อำนาจการเมืองไม่แต่เฉพาะทางทหารเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปในมิติเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม เรียกว่าเบ็ดเสร็จที่สุด

ในที่นี้ผมอยากพิจารณาที่บุคลิกส่วนตัวของผู้นำซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้แต่ละระบอบแตกต่างหรือเหมือนกัน

จอมพลสฤษดิ์สร้างแบบแผนและวิธีการใหม่ให้แก่การรัฐประหารของกองทัพ นั่นคือ การรวบอำนาจทั้งหมดในการปกครองและการบริหารมาไว้กับตนแต่เพียงผู้เดียว หลังจากขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502

ลักษณะเด่นของจอมพลสฤษดิ์ในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ การดำรงตำแหน่งสำคัญพร้อมกันทีละหลายตำแหน่ง

ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2506 ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมไม่นาน

ทั้งไม่รวมถึงการเป็นประธานคณะกรรมการในแต่ละชุด รวมถึงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย

ที่ผ่านมา การศึกษาถึงผลงานการปกครองของจอมพลสฤษดิ์แทบไม่ให้น้ำหนักไปที่อิทธิพลของบรรดาที่ปรึกษาฝ่ายไทยนัก เพราะมิติประเด็นเรื่องการพัฒนาเป็นวาทกรรมที่มาจากตะวันตกอย่างชัดเจน

ทำให้การหันกลับมามองแหล่งที่มาและอิทธิพลจากปัจจัยภายในของไทยเองเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม การศึกษาระยะหลังที่เปิดเผยถึงข้อมูลเบื้องลึกในฝ่ายรัฐและรัฐบาลของกลุ่มและสถาบันต่างๆ ทำให้เริ่มมองเห็นกระบวนการก่อรูปและสร้างนโยบายของรัฐบาลไทยโดยเฉพาะที่มาจากการใช้กำลังอำนาจนอกระบบ คือรัฐประหาร ว่ามีความเกี่ยวพันโยงใยกับกลุ่มคนในระดับบนของสังคมอย่างมาก

เพราะระยะดังกล่าวเป็นเวลาสำคัญในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมหรือลดหลักการและสถาบันบางอย่างที่ไม่ต้องการออกไปได้แล้วเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนอะไรที่พวกตนต้องการเข้ามาแทน

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติแต่ไม่เปิดเผยที่บรรดากลุ่มคนและฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนและสถาบันหรือองค์กรที่สังกัดย่อมต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและผลักดันในนโยบายรัฐบาลด้วยไม่มากก็น้อย

พูดสั้นๆ คือการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ไม่ใช่เป็นเรื่องของจอมพลคนเดียวหรือกองทัพ หากยังมีที่มาและบุคคลอีกมากมายที่สนับสนุนและช่วยให้ความคิดเห็นในการปฏิบัติเพื่อไปบรรลุจุดหมายที่บรรดาคนเหล่านั้นเชื่อถืออีกด้วย

นักรัฐศาสตร์ไทยมีชื่อจึงเสนอว่าสฤษดิ์อาศัยข้ออ้าง 4 ประการในการสร้างความชอบธรรมต่อการทำรัฐประหารและใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดว่า ได้แก่

(1) ความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์

(2) มีเจตนารมณ์ที่ใกล้เคียงกับ “เจตนารมณ์ของประชาชน”

(3) การสนับสนุนอย่างจริงจังของนักศึกษาและประชาชน

และ 4) บุคลิกภาพที่มี “ความสามารถเป็นพิเศษ” ของจอมพลเอง (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ 2548, หน้า 164)

ลักษณะการเกิดและพัฒนาของความคิดและนโยบายการพัฒนาจึงดำเนินอย่างเป็นไปเอง ตามสถานการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับข้าราชการ

นั่นคือ ไปตามสัมพันธภาพทางอำนาจปกครองมากกว่าจากอิทธิพลและตรรกะของเหตุผลและความรู้ที่ลึกซึ้งลุ่มลึกมากขึ้นในบางด้านหรือทักษะที่ก้าวหน้าขึ้นในปัญหาของประเทศและสังคมแต่ประการใด

สุดท้ายคือการยึดโยงความคิดการพัฒนาเข้ากับแนวคิดจารีตไทยเดิม เป็นการสร้างประเทศแบบเดิมที่เคยทำมาก่อนแล้ว คือกำหนดเป้าหมายปัจจุบัน แล้วหาคำอธิบายที่ยอมรับกันทั่วไป ในกรณีนี้คือคำสอนทางศาสนาพุทธ บวกกับประสบการณ์ที่เคยมีการใช้มาก่อนในอดีต มารองรับ

และสร้างความชอบธรรมในการเสนอเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ไม่อาจคัดค้านและต่อต้านได้

เพื่อทำความเข้าใจในแนวความคิดที่ผู้นำรัฐบาลขณะนั้นใช้ในการสร้างนโยบายและรองรับความชอบธรรมของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด เราจะพิจารณาฐานความคิดและทฤษฎีทางสังคมที่ปรากฏในความคิดและมโนทัศน์ของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางนักวิชาการสมัยนั้นว่ามีผลสะเทือนอย่างไรต่อแนวนโยบายการพัฒนาดังกล่าว

เริ่มด้วยการดูจากภูมิหลังที่มาทางการศึกษาและกล่อมเกลาของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางนักวิชาการเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง

ในส่วนของกลุ่มคนดังกล่าวนี้ยังแบ่งออกเป็นอย่างน้อยสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือที่ปรึกษาของรัฐบาลทั้งที่เป็นทางการและไม่ทางการจากระดับบนผู้เคยเป็นข้าราชการในรัฐบาลเก่าตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่รับราชการหรือทำงานในสำนักพระราชวัง เป็นต้น เช่น องคมนตรี

กลุ่มที่สองคือบรรดาข้าราชการอาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงและหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เรียกรวมๆ ว่า “ขุนนางนักวิชาการ”

กลุ่มนี้ยังซอยย่อยลงไปเป็นนักวิชาการ ข้าราชการผู้ใหญ่และนักคิดปัญญาชนซึ่งมีแนวคิดที่แตกต่างกันในมโนทัศน์และวิธีการปฏิบัติของนโยบายการพัฒนา

และที่สำคัญคือท่าทีต่อผู้มีความเห็นต่างกระทั่งคัดค้านรัฐบาล บรรดาคนเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วถือได้ว่าเป็นฐานคิดของรัฐบาลในการกำหนดแนวทางนโยบายในการพัฒนาประเทศ

ลักษณะเด่นแรก ได้แก่ การที่จอมพลสฤษดิ์ชอบมีที่ปรึกษาเป็นนักวิชาการหัวใหม่ ตั้งแต่การนัดประชุม กลุ่มขุนนางนักวิชาการสำคัญๆ สายที่ปรึกษาและสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ ได้แก่ หลวงวิจิตรวาทการ นายบุญชนะ อัตถากร ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ฯลฯ

ในส่วนของที่ปรึกษาทางการของจอมพลสฤษดิ์นั้นบุคคลที่สำคัญที่สุดไม่มีใครเกินหลวงวิจิตรวาทการผู้ร่างปาฐกถาทุกฉบับให้แก่จอมพลสฤษดิ์ เป็นมันสมองของจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นที่สุดในบรรดาที่ปรึกษาทั้งหลาย

หลวงวิจิตรวาทการเคยเป็นที่ปรึกษาและอธิบดีกรมศิลปากรสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

หลวงวิจิตรวาทการมาจากครอบครัวธรรมดาเชื้อสายจีน แต่มีความอุตสาหะและทะเยอทะยาน ทำการศึกษาด้วยตนเองจนเป็นผู้มีความรู้อย่างกว้างขวาง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการถึงขั้นสูง ถือได้ว่าเป็นข้าราชการนักคิดปัญญาชนในระบบราชการไทยคนแรกๆ มีผลงานเขียนและพิมพ์มากมาย

แนวความคิดที่สำคัญของหลวงวิจิตรฯ ได้แก่ ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์และประเทศ จึงดำเนินการสร้างบทละครเพื่อปลุกใจให้รักชาติ เช่น เรื่อง “อานุภาพพ่อขุนฯ” “เลือดสุพรรณ” แต่งเพลงปลุกใจรักชาติไว้มากมายเช่นกัน

บทความสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อของหลวงวิจิตรฯ ในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมนุษย์คือเรื่อง “มนุสสปฏิวัติ” แสดงให้เห็นถึงพลังในตัวมนุษย์ที่สามารถดัดแปลงตนเองให้ไปสู่สภาวะที่ก้าวหน้าได้ทั้งทางกายและจิตใจ

เขาเป็นคนเสนอความคิดเรื่องการปฏิวัติให้แก่จอมพลสฤษดิ์ ว่าทำไมการยึดอำนาจครั้งนี้จะไม่ใช่เป็นการกระทำที่เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา

“เราจะต้องไม่เอาเรื่องการปฏิวัติไปปนกับรัฐประหารและการจลาจล งานปฏิวัติไม่ได้หมายแต่เพียงเปลี่ยนตัวบุคคลผู้ครองอำนาจ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับชีวิตและจิตใจของพลเมือง เปลี่ยนระบอบสังคม ระบอบเศรษฐกิจ แนวทางการศึกษา ตลอดจนถึงเปลี่ยนนิสัยใจคอของคนให้เป็นไปในทางที่เห็นว่าดีกว่าเก่า” หลวงวิจิตรวาทการยังกล่าวต่อไปอีกว่า “การปฏิวัตินั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ส่วนรัฐประหารเป็นแต่เพียงการเปลี่ยนมือผู้กุมอำนาจเท่านั้น ความสำคัญของเรื่องมนุสสปฏิวัตินั้นอยู่ที่คน ประเทศต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากภัยสงครามอย่างหนักแต่สามารถฟื้นตัวได้ มีความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลาอันสั้น ก็เนื่องจากคนของเขาดี สำหรับประเทศไทยเรา คนยังไม่พร้อมจึงต้องส่งเสริมการศึกษาให้ถึงขนาด” (จตุชัย แซ่ซือ ม.ป.ป.)

บรรณานุกรม

จตุชัย แซ่ซือ, (ม.ป.ป.), “หลวงวิจิตรวาทการในเงาเวลาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,” เข้าถึงได้จาก https://www.academia.edu/40966828/หลวงวิจิตรวาทการในเงาเวลาของจอมพลสฤษดิ์?ธนะรัชต์, เข้าถึงเมื่อ 12 มีนาคม 2565.

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (2548), ผู้แปล พรรณี ฉัตรพลรักษ์ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, กรุงเทพฯ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2526.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...