“สองภูมิภาค” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ความแตกต่างที่กำหนดความสัมพันธ์กับจีน
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
ในบทความของ Foreign Affairs นิตยสารทรงอิทธิพลสหรัฐฯ ชื่อ The Two Southeast Asias กล่าวว่า ทั้งผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการในตะวันตก ล้วนมองว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Southeast Asia) เป็นดินแดนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง ภูมิภาคนี้มีประชากร 700 ล้านคน มีภาษาที่แตกต่างกันกว่า 100 ภาษา มีความเชื่อทางศาสนาต่างกัน 11 ประเทศมีระบอบการเมือง ขนาดพื้นที่ ภูมิศาสตร์ และระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่แตกต่างกันออกไป
ช่วงสงครามเย็น ภูมิภาคนี้แบ่งแยก ระหว่าง 5 ประเทศที่เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมอาเซียน และเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย และ 3 ประเทศในอินโดจีน ที่เป็นพันธมิตรกับจีนและอดีตสหภาพโซเวียต คือ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม หลังสิ้นสุดสงครามเย็น อาเซียนขยายสมาชิกไปยังสามประเทศอินโดจีน และบรูไน ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งแก่อาเซียน ในฐานะกลุ่มภูมิรัฐศาสตร์
อาเซียนมี 2 ดินแดนแตกต่างกัน
แต่บทความ The Two Southeast Asias กล่าวว่า แม้อาเซียนจะสบความสำเร็จเรื่องความร่วมมือระหว่างสมาชิก แต่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนยังเป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะในความเป็นจริง อาเซียนไม่ได้เป็นเครือข่ายแบบเดียวในภูมิภาค (region) แต่มีสองเครือข่ายในภูมิภาค คือ กลุ่มแรกคือเขมร ลาว เมียนมา และไทย ที่เป็น “กลุ่มดินแดนทางทวีป” (continental group) มีความโน้มเอียงไปทางจีน
ส่วนอินโดฯ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็น “กลุ่มดินแดนทางทะเล” (maritime group) มีท่าทีหลีกเลี่ยงการฝักใฝ่ฝ่ายใด ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ส่วนฟิลิปปินส์แตกต่างจากสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ไม่มีความใกล้ชิดกับสมาชิกอาเซียนประเทศใดโดยเฉพาะ แต่พึ่งพาประเทศนอกกลุ่มอย่างสหรัฐฯ มากกว่าประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ
สมาชิกอาเซียนที่อยู่หลังบ้านจีน
สภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเทือกเขา ช่วยแยกลาว เมียนมาและเวียดนาม ออกจากจีน นักรัฐศาสตร์ James Scott เคยอธิบายว่า ภูมิประเทศที่ยากลำยากในแถบดังกล่าว ทำให้ในอดีต ไม่มีประเทศใดสามารถมีอำนาจปกครองดินแดนพื้นที่เป็นภูเขาสูง สิ่งขวางกั้นทางภูมิศาสตร์ ช่วยให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนดินแดนทางทวีป แยกตัวออกจากจีน ช่วยจำกัดอำนาจอิทธิพลของจีน
แต่ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีสามารถเอาชนะสิ่งขวางกั้นทางภูมิศาสตร์ ถนน เส้นทางรถไฟ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าและประชาชน ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนดินแดนทางทวีป โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ทำให้จีนให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง
“หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนดินแดนทางทวีป มีความใกล้ชิดกับจีน มากกว่าส่วนดินแดนทางทะเล ปี 2021 รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงจีนทางใต้กับเวียงจันทร์ เส้นทางรถไฟมีผลกระทบอย่างมากต่อลาว การค้าจีน-ลาวพุ่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรของลาว ที่ปลูกจากพื้นที่นักลงทุนจีนเช่าที่ดินจากลาว
แต่การเชื่อมโยงกับจีนก็มีด้านมืด ลาวตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษใกล้ชายแดนจีน เพื่อดึงการลงทุนจากจีน ทุกวันนี้ กลายเป็นพื้นที่ที่ลาวควบคุมไม่ได้ ในเมียนมา สงครามกลางเมืองชะลอโครงการถนนและรางรถไฟ ที่จะเชื่อมจีนกับมหาสมุทรอินเดีย แต่ท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังดำเนินงานตามปกติ
ส่วนเวียดนาม ในอดีตระมัดระวังเรื่องอิทธิพลจีน ก็ดึงการลงทุนจากภาคเอกชนจีนจำนวนมาก เพราะสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ โดยจีนย้ายห่วงโซ่อุปทานมายังภาคเหนือของเวียดนาม แตกต่างจากอดีต ที่ภาคใต้เวียดนามเป็นศูนย์กลางการค้ามากกว่าทางภาคเหนือ เนื่องจากภาษีทรัมป์เก็บสินค้าเวียดนาม 20% ยังต่ำกว่าจีน ทำให้จีนจะยังคงลงทุนต่อเนื่องในเวียดนาม
จีนก็ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการรถไฟความเร็วสูง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนที่เป็นดินแดนทางทะเล ปี 2023 มีการเปิดดำเนินงานรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 7.3 พันล้านดอลลาร์ เส้นทางจาการ์ตา-บันดุง ของอินโดนีเซีย การก่อสร้างกำลังดำเนินงานในโครงการรถไฟความเร็วสูงของมาเลเซีย มูลค่า 12 พันล้านดอลลาร์ เส้นทางชายฝั่งทะเลตะวันออกกับตะวันตก โครงการเหล่านี้ทำให้จีนกลายเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญ แต่ไม่มีนัยยะที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงมากขึ้น ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียกับจีน
ดินแดนทางทะเลเปิดกว้างต่อการค้า
บทความ The Two Southeast Asias กล่าวว่า การเชื่อมโยงกับจีน ทำให้ 10 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนดินแดนทางทวีป เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ในส่วนดินแดนทางทะเล สภาพดินแดนทางทะเลกำหนดให้เปิดกว้างต่อประเทศคู่ค้าหลายประเทศ นักหนังสือพิมพ์ Philip Bowing เรียกดินแดนทางทะเลของภูมิภาคนี้ว่า Nusantaria หมายถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่มีวัฒนธรรมการเดินเรือ และประวัติศาสตร์ค้าทางทะเล ที่เปิดกว้างมายาวนาน แตกต่างจากดินแดนส่วนทวีป ที่มีการเชื่อมโยงกับจีนมากกว่า ดังนั้น การอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ จึงเหมือนกับการควบคุมเส้นทางน้ำสำคัญของภูมิภาคนี้
The Two Southeast Asia บอกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนดินแดนทางทะเล มีขนาดใหญ่กว่าและสำคัญต่อการค้าโลก มากกว่าดินแดนส่วนทวีป ทำให้ได้รับเงินลงทุนและเงินช่วยเหลือด้านการพัฒนามากกว่า รวมทั้งได้รับความสนใจมากกว่าในเรื่องการป้องกันทางทหาร นับจากปี 2017 ความร่วมมือทางทหารของภูมิภาคนี้กับตะวันตก ส่วนใหญ่มีกับประเทศมีดินแดนทางทะเลและเวียดนาม
สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและออสเตรเลียอาศัยประเทศดินแดนทะเลของภูมิภาคนี้ มาช่วยบรรลุเป้าหมายตัวเองเกี่ยวกับจีน สหรัฐฯเองมองว่า การร่วมมือทางทหารและซ้อมรบกับฟิลิปปินส์ คือการดำรงรักษาการเข้าถึงฟิลิปปินส์ ที่มีฐานะเป็น “ห่วงโซ่ของเกาะแห่งแรก” (first island chain) ที่แยกจีนออกจากมหาสมุทรแปซิฟิก
ช่องว่างของสองส่วนยังคงดำรงอยู่
ลักษณะแตกต่างของสองกลุ่มดินแดนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะยังคงดำรงอยู่ ประเทศดินแดนทางทะเลจะยังเปิดกว้างความสัมพันธ์กับหลายประเทศ ส่วนจีนจะมีฐานะเป็นประเทศภายนอก ที่มีอิทธิผลมากสุด แต่สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่นจะเป็นตัวถ่วงอำนาจของจีน
ส่วนประเทศดินแดนในส่วนทางทวีป มีแนวโน้มในทางพฤตินัย จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตอิทธิพลจีน หากช่องว่างระหว่าง 2 ภูมิภาคขยายตัวมากขึ้น จีนจะไม่ได้มีอำนาจสมบูรณ์เหนือประเทศเหล่านี้ แต่จะมีอิทธิพลมากกว่าประเทศอื่น ที่อยู่นอกภูมิภาคนี้
บทความ The Two Southeast Asia เสนอว่า เพื่อไม่ให้จีนขยายอิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาคนี้ สหรัฐฯจะต้องพัฒนาความสัมพันธ์ให้ลุ่มลึกมากขึ้นกับไทยและเวียดนาม สองประเทศที่มีลักษณะผสมระหว่าง 2 ภูมิภาค คือการเป็นทั้งดินแดนส่วนทวีป และดินแดนส่วนติดทะเล
เอกสารประกอบ
The Two Southeast Asia, September 25, 2025, foreignaffairs.com