โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

YKK ผู้ผลิตซิปเบอร์ 1 โลก เจอพายุภาษีสหรัฐ กระทบซัพพลายเชน 40% ของตลาดโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ส.ค. 2568 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2568 เวลา 10.10 น.

YKK ยักษ์ซิปสัญชาติญี่ปุ่น เผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อสงครามภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์เขย่าเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของ YKK ที่ครองตลาดซิป 4 ใน 10 ของโลก

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 00.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้บริหารของ YKK ผู้ผลิตซิปอันดับหนึ่งของโลก รวมตัวกันที่เมืองคุโรเบะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อประชุมงบประมาณประจำปี

ซึ่งปกติมักจะมีบรรยากาศผ่อนคลายสลับกิจกรรมสังสรรค์ แต่ปีนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากการประชุมกลายเป็นเวทีประเมินอนาคตการค้าระหว่างประเทศที่อาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมาตรการภาษีนำเข้าหลายรายการภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ทั้งภาษี 25% กับสินค้าจากโคลอมเบีย (ก่อนยกเลิก) ภาษี 20% กับสินค้าจากจีน ภาษี 25% กับแคนาดา–เม็กซิโก และภาษี 25% กับเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์นำเข้า

คุโรเบะ ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งทะเลกับโตเกียว คือหัวใจหลักของYKK ทั้งด้านวิจัยและพัฒนา และการผลิตซิปกว่า 500 โรงงานทั่วโลก ซิปของYKK ครองสัดส่วน 40% ของตลาดโลก ใช้ในเสื้อผ้า กระเป๋า เต็นท์ อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์ และระบบตัวยึดในรถยนต์ โครงสร้างองค์กรแบบเครือข่าย 112 บริษัทใน 70 ประเทศ ทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมการผลิตโลกอย่างแม่นยำ และมักปรับตัวตามเหตุการณ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ NAFTA การเข้าร่วม WTO ของจีน จนถึงโควิด-19 แต่คราวนี้ ความไม่แน่นอนสูงจนผู้บริหารอาวุโสยอมรับว่า “คาดเดาไม่ได้”**

จิม รี้ด ประธาน YKKอเมริกา ชี้ว่าซัพพลายเชนของสินค้าหลายชนิดเชื่อมโยงข้ามพรมแดนหลายรอบ เช่น ระบบตีนตุ๊กแกในเบาะรถยนต์ ที่ส่วนประกอบผลิตทั้งในเม็กซิโก สหรัฐ แคนาดา และใช้วัตถุดิบจากหลายประเทศ การเก็บภาษีเพียงส่วนเดียวในกระบวนการก็สามารถกระทบต้นทุนรวมทันที

มาซายูกิ ซารุมารุ อดีตซีอีโอ ซึ่งทำงานกับYKK กว่า 50 ปี ระบุว่า ตลอดชีวิตการทำงานยังไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ประสบการณ์เดิมมาประเมินทางออกได้เหมือนครั้งนี้

YKK เริ่มจาก “โยชิดะ โคเกียว” ก่อตั้งปี 1934 โดยทาดาโอะ โยชิดะ ผู้เห็นโอกาสในซิปตะวันตกท่ามกลางกระแสแต่งกายแบบสากลในญี่ปุ่น พัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ทำมือจนถึงการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ และย้ายฐานไปคุโรเบะในปี 1955 เพื่อรวมการผลิตครบวงจร ก่อนขยายไปสหรัฐฯ และทั่วโลก ช่วงทศวรรษ 1980 YKK ใช้กลยุทธ์ให้ลูกค้าเช่าเครื่องจักรผลิตซิปจากโซ่ต่อเนื่อง (continuous chain) ทำให้ลดต้นทุนแรงงาน ผูกขาดการใช้งาน และครองตลาดจากคู่แข่งสำคัญ Talon ได้อย่างเด็ดขาด

การเข้าร่วม WTO ของจีนในปี 2001 ทำให้โรงงานเสื้อผ้าในสหรัฐ ทยอยปิดและย้ายไปเอเชีย YKKอเมริกา สูญเสียลูกค้าเกือบทั้งหมดในไม่กี่ปี แต่ผู้บริหารเลือกใช้งบ R&D มุ่งหาตลาดใหม่ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ จนสร้างฐานลูกค้ากับค่ายรถแทบทุกรายในสหรัฐ และทำให้โรงงานเก่าแก่ยังคงมีงานผลิตต่อเนื่อง

โครงสร้างองค์กรที่ให้สิทธิ์ผู้บริหารท้องถิ่นตัดสินใจ ทำให้ YKKเคลื่อนย้ายการผลิตไปยังประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการย้ายฐานมิตรประเทศ (friendshoring) เช่น เวียดนาม บังกลาเทศ ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงบทเรียนจากโควิดที่ทำให้หันมาเก็บวัตถุดิบแบบไม่ทำสี–ไม่ติดแบรนด์ เพื่อยืดหยุ่นต่อคำสั่งซื้อฉุกเฉิน

แม้บางฝ่ายมองว่าภาษีอาจเปิดโอกาส เช่น การใช้โรงงานทองเหลืองในจอร์เจียผลิตแทนการนำเข้า แต่ก็มีความกังวลว่าความไม่แน่นอนจะหยุดการลงทุนระยะยาว และลดความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้างของYKK อเมริกาที่เริ่มชะลอตัวจากภาษีอะลูมิเนียมและเหล็ก

รี้ดเตือนว่าห่วงโซ่อุปทานโลกซับซ้อนเกินกว่าประเทศใดจะผลิตทุกอย่างได้เอง ความขัดแย้งกับจีนอาจสร้างผลกระทบวงกว้าง หากจีนหยุดส่งออกชิ้นส่วนหรือแร่หายากที่จำเป็นต่อการผลิตเครื่องจักรและสินค้าหลายประเภท ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นแล้วเมื่อจีนประกาศหยุดส่งออกแร่สำคัญและเชียนขึ้นราคาสินค้า

YKKเคยพิสูจน์ความสามารถปรับตัวจากการผลิตซิปเสื้อผ้าไปสู่ยานยนต์และการแพทย์ แต่ในสภาพภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอน บททดสอบใหม่อาจรุนแรงกว่าเดิม และแม้ผู้บริโภคแทบไม่ทันสังเกตว่าซิปหรือชิ้นส่วนเล็ก ๆ มาจากไหน ความเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้อาจกระทบตั้งแต่กางเกงยีนส์ตัวแรกของใครบางคน ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ข้างเตียงในอนาคต

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...