โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ฯ ชี้ดีเซลขึ้นทุก 1 บาท ฉุด GDP ลง 0.02%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 19.14 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 12.14 น.

สภาพัฒน์ฯ ประเมิน 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อ 3 เดือนหลายประเทศเสี่ยงเกิด Stagflation ชี้ดีเซลขึ้นทุก 1 บาทกด GDP ลง 0.02%

17 มี.ค. 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ประเมินผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางในด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดการเงินเป็น 3 สมมติฐาน ได้แก่

สมมติฐานที่ 1 หากเหตุการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (มี.ค.-เม.ย.) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค

กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ที่ 58-68 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1%

อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง ราคาน้ำมันก็อาจจะยังสูงไปอีกระยะหนึ่ง ประเทศต่างๆ ที่ระบายน้ำมันสำรองออกมาก็ต้องหาน้ำมันกลับเข้าไป ซับพลายในระดับโลกคงลดลงจากเดิม เมื่อซับพลายโลกลดลงดีมานเพิ่มขึ้นราคาก็คงต้องปรับขึ้น แต่คงไม่สูงเท่าช่วงมีเหตุการณ์ แต่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อ GDP ได้ เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับไปอย่างไร เหตุการณ์ยังไม่นิ่ง

สมมติฐานที่ 2 เหตุการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน เสี่ยง Stagflation หรือ สถานการณ์ที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจหยุดชะงัก หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation

กรณีนี้ประเมินราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9%

สมมติฐานที่ 3 คือ การเกิดสงครามขนาดใหญ่และใช้เวลายาวนาน แต่เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%

นายดนุชา ระบุว่า ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ เรื่องราคาพลังงาน ซึ่งจะมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จะต้องเข้าไปดูแลก่อน คือ 1.ภาคเกษตรที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตร/ปี 2.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตาและก๊าซประมาณ 1,600 ล้านลิตร/ปี และ 3.ภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตร/ปี

โดยหากกลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบก็จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งจากการประเมิน GDP ของไทยเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทจะกระทบ GDP ให้ลดลงประมาณ 0.02% ยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล นายดนุชา กล่าวว่า จะเป็นการปรับเป็นขั้นตอน ไม่ได้ปรับขึ้นรวดเดียว เพราะหากย้อนไปดูในอดีต เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมันในประเทศก็ไม่ได้มีการปรับขึ้นทีเดียว 1-2 บาท แต่จะพิจารณาปรับเป็นหลักสตางค์เท่านั้น เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินไปค่อนข้างมากจึงต้องมีการปรับเพดานราคาน้ำมันขายปลีกขึ้นมา เพื่อลดภาระกองทุนฯ เพราะสุดท้ายภาระเงินกองทุนฯ ที่เป็นหนี้จะกลับไปเป็นหนี้สาธารณะ และจะกระทบฐานะทางการคลัง

ขณะที่มาตรการกู้เงิน หรือ การลดภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินได้ ต้องรอรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาปลดล็อกสถานะทางการคลังต่อไป

นายดนุชา กล่าวว่า ระหว่างนี้ภาครัฐควรต้องเตรียมมาตรการรองรับเบื้องต้น ได้แก่ ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น, จัดโครงการช่วยลดค่าครองชีพ เช่น โครงการธงฟ้า, ดูแลต้นทุนภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล รวมถึงประสานด้านการค้าระหว่างประเทศเพื่อรักษาช่องทางส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ซึ่งยังเป็นความต้องการหลักของตลาดโลก โดยช่วยประสานงานในตะวันออกกลางให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อส่งสินค้าประเภทให้ผ่านไปได้เพื่อช่วยภาคธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...