'จิรุตม์' ข้ามห้วยนั่งกกต. จับตาสรรหาบอร์ดรฟท.ชุดใหม่ สานต่อทางคู่-ไฮสปีด
นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ด รฟท. โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป
ขณะเดียวกันการลาออกดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนภายหลังจากที่วุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตามระเบียบต้องลาออกจากตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจภายใน 15 วันหลังจากได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ ทางกระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่และประธานบอร์ดคนใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของ รฟท. สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในกระบวนการสรรหาไม่นานนัก
ส่วนกรณีการแต่งตั้งและลงนามสัญญาจ้างผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่นั้น ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. ตามระเบียบของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้จำเป็นต้องรอให้มีการแต่งตั้งประธานบอร์ด รฟท. คนใหม่เข้ามาเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการ เนื่องจากบอร์ดชุดเดิมไม่ได้มีมติมอบหมายตัวแทนไว้
"ในระหว่างนี้ผู้ว่าการฯ จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะรักษาการไปก่อนจนกว่าบอร์ดชุดใหม่จะนัดลงนามสัญญา" นายจิรุตม์ กล่าว
ส่วนของภารกิจสำคัญที่ต้องการให้เร่งดำเนินการต่อเนื่อง นายจิรุตม์เน้นย้ำว่า รฟท. เป็นหน่วยงานที่เป็นความหวังของประชาชนและรัฐบาลในการเป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบโลจิสติกส์ประเทศ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและอุบัติเหตุบนท้องถนน
สำหรับโครงการที่ต้องเร่งรัดประกอบด้วย รถไฟทางคู่เฟส 1 และเฟส 2 รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ที่ยังมีความล่าช้าในบางจุดจากการมอบพื้นที่ โดยเฉพาะการปรับวงเงินในบางโครงการที่ต้องรอการอนุมัติจาก ครม.
นอกจากนี้ยังมีโครงการไฮสปีดเฟส 2 ที่ต้องเตรียมความพร้อมเปิดประมูลงานโยธา และโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายรถไฟสายสีแดง, โครงการรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม ที่ต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ Non-core ผ่านบริษัทลูกคือ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) เพื่อนำที่ดินและทรัพย์สินกว่าหมื่นแปลงมาบริหารจัดการให้เกิดมูลค่าสูงสุด
อย่างไรก็ดีคาดหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจาก 4,000 ล้านบาท เป็น 5,000-6,000 ล้านบาทในอนาคต เพื่อลดภาระการขาดทุนสะสมขององค์กรที่ไม่ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารมาเป็นเวลานาน
นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า หนึ่งกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมการรถไฟฯ คือนโยบาย Open Access หรือการเปิดโครงข่ายรางให้เอกชนเข้ามาร่วมเดินรถ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนหัวรถจักรและเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า
ส่วนรฟท. จะได้รับรายได้จากค่าใช้รางและการบริหารระบบอาณัติสัญญาณแทน ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องผลักดันควบคู่ไปกับร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง (พรบ.ราง) เพื่อให้มีกฎหมายรองรับการดำเนินงานอย่างชัดเจน
สำหรับการบริหารจัดการรถไฟความเร็วสูงในอนาคต ยังคงมีแนวทางการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งอาจเป็นรูปแบบการดำเนินงานโดยรัฐเองหรือการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ขึ้นอยู่กับมติของกระทรวงคมนาคมและ ครม. ต่อไป
อย่างไรก็ดีตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ปฏิบัติหน้าที่ นายจิรุตม์ ระบุว่า มีความภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันโครงการระบบรางขนานใหญ่และก่อตั้งบริษัทลูก SRTA ได้สำเร็จตามแผนงาน เพื่อวางรากฐานให้รถไฟกลับมาเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศอย่างยั่งยืน