โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

M&M'S ขนมหวานจากยุคสงครามการแตกหักของพ่อลูกตระกูล Mars

Capital

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 04.57 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 08.06 น. • Insight

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์พูดถึงสงครามค่อนข้างบ่อย ส่วนหนึ่งคือกิจการต่างๆ มักเกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยใหม่ (Modern Era) และมักต่อเนื่องหรือได้รับผลกระทบอย่างยิ่งจากสงครามสำคัญ ทั้งสงครามโลก สงครามเย็น และสงครามภูมิภาคเช่นสงครามเวียดนาม

มิติของธุรกิจสัมพันธ์ทั้งกับกิจการที่ดำเนินก่อร่างมาและผ่านสงครามอันถือเป็นวิกฤตที่ทดสอบธุรกิจ หรือหลายครั้งที่สงคราม ในความขาด ในความข้นแค้น หรือในความจำเป็นต่างๆ การสร้างนวัตกรรมจากเรื่องเลวร้ายเช่นสงครามก็กลายเป็นทั้งการเติบโต เอาตัวรอด หรือเป็นการที่มนุษย์เราพยายามดูแลซึ่งกันและกัน นำไปสู่สินค้าและวัฒนธรรมที่เรากินเราใช้ ปรับเข้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ในวันที่ไฟสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง และแรงสะเทือนกำลังเขย่าไปทุกซอกมุมของโลก ทรัพย์คัลเจอร์ชวนย้อนดูความสามารถในการสร้างสรรค์ของผู้คนในห้วงเวลาของการทำลายล้าง ในครั้งนี้ เราขอชวนไปรู้จักขนมที่แสนเรียบง่ายคือ ช็อกโกแลตเคลือบสีสดใส ที่เคลมว่า ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ

เจ้าช็อกโกแลตเม็ดจิ๋วๆ นี้ สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์สงครามหลายครั้ง ตั้งแต่สงครามกลางเมืองสเปน ที่ไปเห็นทหารกินช็อกโกแลตเคลือบชิ้นเล็กๆ ขนมที่ออกแบบให้ทนทานต่อสภาพอากาศด้วยเทคนิคการเคลือบน้ำตาล จนกลายเป็นเสบียงทหารสหรัฐฯ และอันที่จริงในเรื่องราวการก่อตั้งแบรนด์ M&M'S ก็ถือเป็นการสงบศึกสำคัญของผู้สืบทอดกิจการ ที่จริงๆ ก็ประกาศศึกพิสูจน์ตนกับผู้เป็นพ่อ เจ้าของกิจการใหญ่ จนกลายเป็นที่มาของตัว M สองตัว บนช็อกโกแลตที่โลกรัก

เลือดข้น คน Mars

ก่อนเราจะไปที่ M&M'S ในฐานะนวัตกรรมที่คิดจากสนามรบ นอกจากการเป็นนวัตกรรมจากยุคสงคราม การก่อตัวขึ้นของผู้คิดค้น M&M'S และการเป็นเจ้าของแบรนด์

การตั้งแบรนด์นับว่ามีมิติของสงคราม โดยเฉพาะศึกสายเลือด เป็นเรื่องราวการพิสูจน์ตัวเอง และเปลี่ยนความคิดการทำกิจการจากพ่อสู่รุ่นลูก รวมถึงเป็นการสร้างขนมที่เกิดจากการสงบศึกของสองแบรนด์

แบรนด์ M&M'S ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 โดย นายฟอร์เรสต์ มาร์ส์ (Forrest Mars) ลูกชายของแฟรงคลิน มาร์ส์ (Franklin Mars) และใช่ครับ คือผู้ก่อตั้งบริษัท Mars เจ้าของบาร์เคลือบช็อกโกแลตที่อร่อยด้วยถั่วและคาราเมล–ซึ่งเจ้าบาร์นี้ก็มีประเด็นอีก

เล่าโดยสังเขป คือฟอร์เรสต์เป็นลูกชายที่จริงๆ ไม่ได้โตมากับพ่อ เกิดในปี 1904 ส่วนพ่อเป็นเจ้าของโรงงานขนม มีชื่อเสียงจากการทำขนมและลูกอมเคลือบขาย ซึ่งกิจการไม่ได้ดีเท่าไหร่ จนกลับมาตั้งโรงงานที่มินนิโซตา และทำขนมชื่อ Mar-O-Bar เป็นขนมที่มีส่วนผสมของคาราเมล ถั่ว และช็อกโกแลต ทำให้กิจการมีชื่อเสียง แต่อยู่ในระดับอยู่ได้ เป็นกิจการระดับเมือง ซึ่งเจ้า Mar-O-Bar ยังไม่ใช่บาร์ที่เรากินกันทั่วโลก แต่เป็นรากฐานสำคัญ

เมื่อฟอร์เรสต์เรียนจบด้านวิศวกรรมจากเยล ก็กลับมาช่วยพ่อทำงาน ฟอร์เรสต์เป็นเหมือนเด็กหนุ่มที่แง่หนึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ฝันไกล และถือว่าลูกชายที่ขาดกับพ่อไปหลายครั้งนี่แหละที่ทำให้กิจการขนมเล็กๆ ประจำเมือง กลายเป็นสุดยอดอาณาจักรกิจการครอบครัวหลักหมื่นล้านดอลลาร์ หรือล้านล้านบาทไทยได้

ฟอร์เรสต์เล่าถึงการคิดค้นขนมสำคัญแรกที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายคือขนม Milky Way ขนมที่ทำจากครีมรสมอลต์ เคลือบคาราเมลและช็อกโกแลต แกเล่าอย่างภูมิใจว่าลูกชายคนนี้แหละที่สร้างอาณาจักรขนมหวานขึ้นมา

เรื่องคือเขาดูคนดื่มช็อกโกแลตมอลต์ในคาเฟ่ และบอกพ่อขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่าให้เอาเครื่องดื่มนั้นไปทำเป็นช็อกโกแลตบาร์สิ คือเอาสินค้าที่ครอบครัวทำอย่างลูกกวาดแท่งผสมกับมอลต์ ราดด้วยคาราเมลและฉาบด้วยช็อกโกแลตที่ไม่ต้องดีเด่นเท่าไหร่

ผลคือขนมที่ตั้งชื่อว่า Milky Way ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในปีแรกขายได้ถึง 800,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่ามหึมามาก และเป็นรากฐานแรกของอาณาจักรมาร์ส

ตรงนี้เองที่ความสัมพันธ์พ่อลูกเริ่มแตก ลูกชายอย่างฟอร์เรสต์ มองว่าอาณาจักรขนมหวานควรไปได้ไกลกว่านี้ และการบริหาร รวมถึงคงคิดในใจว่าถ้าไม่มีเขา จากร้านขนมขายในรถเข็นของพ่อคงไม่มีวันนี้ พ่อลูกโต้เถียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนฟอร์เรสต์ยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ฟังเขา ก็จะต้องแยกทางกันเดิน

พ่อเขาก็บอกว่าไปเลย พร้อมยกสิทธิและสูตรในการผลิต Milky Way ให้ติดตัวไปด้วย

หลังจากนั้น ฟอร์เรสต์จึงย้ายตัวเองออกจากอเมริกา มุ่งหน้าสู่ยุโรป เอาประสบการณ์ความสำเร็จจากอุตสาหกรรมขนมหวานไปตั้งรกรากที่อังกฤษ

สงคราม อาหาร และสันติภาพ

การเติบโตของมาร์สผู้ลูกในดินแดนยุโรปถือว่าได้รับการเรียนรู้จากภาวะสงครามเช่นกัน

ในทศวรรษที่ฟอร์เรสต์ไปตั้งกิจการที่หวังจะให้ขายขนมดีแบบกิจการของพ่อในอเมริกา ปรากฏว่าบริบทของอังกฤษต่างออกไป เช่น พบว่าคนอังกฤษกินขนมที่ครีมมี่กว่าอเมริกัน ดังนั้นจึงผลิตขนมจากช็อกโกแลตที่ครีมมี่กว่า หรือเอาน้ำตาลกวนเป็นท็อฟฟี่ใส่เป็นไส้

ตรงนี้เองที่ฟอร์เรสต์ประยุกต์มรดกจากพ่อมาเป็นเวอร์ชั่นของตัวเอง ทั้งการเอาองค์ประกอบของ Mar-O-Bar ที่พ่อทำตั้งแต่สมัยร้านขนม คือถั่ว คาราเมล มาผสมกับบาร์ช็อกโกแลตแบบ Milky Way โดยทั้งหมดผสมเข้ากับลักษณะขนมที่ได้อิทธิพลจากรสนิยมในยุโรป ไส้ท็อฟฟี่ ช็อกโกแลตที่ครีมมี่

และนี่คือ Mars Bar ที่กลายเป็นไอคอนของแบรนด์ที่เรากินกันทั่วโลก

อังกฤษในช่วงที่มาร์สไปทำกิจการคือราวทศวรรษ 1930 เป็นยุคที่เศรษฐกิจตึงเครียดในช่วงรอยต่อของสงครามโลกครั้งที่ 1 สู่สงครามโลกครั้งที่ 2 การกินขนมหวานในยุคนั้นมีนัยทางศีลธรรม คืออาหารการกินในยุคข้าวยากหมากแพงไม่ควรเป็นไปเพื่อความอร่อย แต่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ สารอาหาร และความอิ่มท้อง

ดังนั้นฟอร์เรสต์จึงเริ่มขายบาร์ช็อกโกแลตของเขาว่ามันไม่ได้เป็นแค่ขนมนะ แต่มันคืออาหารอย่างหนึ่ง ขนมของเขามีมอลต์ มีนม มีไข่ ให้คุณค่า ให้พลังงาน ไม่ใช่ขนมกินเล่นอีกต่อไป แต่เป็นขนมฟังก์ชั่น

ทีนี้มาถึงการคิดค้น M&M'S และ ถือว่ามาร์สและการเกิดขึ้นของเจ้า M&M'S เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมดรวมมาร์ส ไปเกี่ยวกับ 3 อาณาจักรขนมคือ Rowntree’s company (ภายหลังคือ Nestlé) และ HERSHEY'S นั่นคือมีเรื่องเล่าหลายแนวเรื่องเกี่ยวกับจุดเกิดของ M&M'S

ว่ากันว่า M&M'S เกิดขึ้นสักพื้นที่ในสเปน ในปี 1973 ซึ่งกำลังมีสงครามกลางเมือง โดยคาดว่าฟอร์เรสต์อยู่กับจอร์จ แฮร์ริส หนึ่งในนักคิดและครอบครัวของบริษัท Rowntree’s company ทั้งคู่ไปเห็นทหารอังกฤษ กินขนมที่เป็นเม็ดแบนๆ เหมือนถั่วเลนทิล แต่เคลือบด้วยน้ำตาล ทำให้ขนมนั้นไม่ละลายในอากาศ

ว่ากันว่าทั้งคู่ร่วมกันพัฒนาวิธีการเคลือบช็อกโกแลตด้วยน้ำตาล และตกลงกันว่าจะแยกย้ายกันไปผลิตสินค้าในทำนองเดียวกัน แฮร์ริสไปผลิตขายในยุโรป ส่วนฟอร์เรสต์นำกลับมาทำขายในอเมริกา เวอร์ชั่นยุโรปก็คือ ‘สมาร์ตี้’ นั่นเอง

ในจังหวะที่ฟอร์เรสต์กลับมาที่อเมริกาในฐานะวัยรุ่นสร้างตัวก็ยังไม่กลับไปที่กิจการของพ่อ แต่ด้วยเงื่อนไขของสงคราม ในช่วงนั้นซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการจำกัดจำนวนผลผลิตสำคัญคือโกโก้ ทำให้ฟอร์เรสต์หันไปหาบริษัทที่จริงๆ ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งของมาร์ส คือเฮอร์ชีส์

ฟอร์เรสต์เอาไอเดียเรื่องช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาลไปคุยกับบรูซ มูร์รี (Bruce Murrie) ลูกชายของอาณาจักรเฮอร์ชีส์ เพื่อผลิตช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาล M&M'S ขึ้นในปี 1941

M สองตัวของแบรนด์เป็นตัวย่อของสองนามสกุลของผู้ก่อตั้งคือ Mars และ Murrie แง่หนึ่งจึงเป็นเหมือนขนมสงบศึกในยามสงคราม คือเอาไอเดียผสมนวัตกรรมซึ่งฟอร์เรสต์เป็นผู้จดสิทธิบัตรเทคนิคการเคลือบน้ำตาล โดยผสมเข้ากับการเข้าถึงวัตถุดิบในห้วงรอยต่อสู่สงคราม

สิ่งที่น่าสนใจคือการผลิต M&M'S โดยแรกเริ่มนั้นไม่ได้ผลิตเพื่อขายคนทั่วไป แต่ผลิตขึ้นเพื่อรับมือสงคราม คือผลิตเป็นเสบียงให้กับทหารสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ตัวขนมก็ใช้หลักการแรกที่คิดคือเคลือบน้ำตาลเพื่อให้ทนทานต่อสภาพอากาศ ผลิตใส่กระบอกกระดาษ เป็นเสบียงเสริมให้ทหารอเมริกันพกไปรบในเขตร้อน

ตั้งแต่เริ่มของกิจการ แม้จะผลิตจำหน่ายให้กองทัพเป็นหลักก่อน แต่ M&M'S มาพร้อมสโลแกน ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ มาตั้งแต่แรกเริ่ม

หลังจากสงครามยุติลงในปี 1946 ทหารกลับคืนสู่บ้านและชีวิตพลเรือน แต่ความชอบขนมหวานเคลือบช็อกโกแลตหลากสียังอยู่ ในตอนนั้น ปัญหาของฟอร์เรสต์คือเป็นพวกหัวร้อน เอาแต่ใจพอสมควร สุดท้าย สัญญาสันติภาพของสองแบรนด์จึงจบลง

ฟอร์เรสต์ซื้อหุ้นของบริษัท M&M'S คืน และได้สิทธิของ M&M'S หลังทหารกลับบ้าน M&M'S ก็เริ่มเข้าสู่ตลาด โดยบรรจุในซองสีน้ำตาล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำหรับ M&M'S รสคลาสสิกมาจนปัจจุบัน

ในปี 1964 เมื่อพ่อของฟอร์เรสต์เสียชีวิต เขาก็ควบรวมทุกอย่างของบริษัทตนเอง เข้าสู่อาณาจักร Mars จนกลายเป็นหนึ่งในสุดยอดกิจการของอาณาจักรขนมหวานระดับโลก

ทั้งหมดนี้นั้นมาจากทั้งสงครามภายใน การเติบโตได้ในภาวะสงคราม การสงบศึกเพื่อเติบโตในบริบทความจำกัดของสงคราม และการคิดนวัตกรรมที่คิดจากสงคราม เริ่มจากสนามรบ นำพารสชาติหวานอบอุ่นจากที่บ้าน ให้ทหารติดตัวไปทุกพื้นที่ สู่การทำให้กลายเป็นขนมประจำชาติอย่างหนึ่งของอเมริกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

snackhistory.com/mms

atlas-repropaperwork.com/mm-candy-was-sold-exclusively-to-the-military

mms.com/en-gb/explore/about-us

rowntreesociety.org.uk/explore-rowntree-history/rowntree-a-z/george-harris

missionrollcall.org/veteran-voices/articles/mms-and-the-military

theguardian.com/theguardian/1999/jul/06/features11.g2

history.com/articles/the-wartime-origins-of-the-mm

hersheyarchives.org/encyclopedia/murrie-william-f-r-1873-1950

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...