โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ ‘ชานันท์ ยอดหงษ์’ ผู้เขียน ‘ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง’ หนังสือที่สำรวจการต่อสู้ของผู้หญิงและ LGBTQ+ ผ่าน หนังโป๊ยุค 80s พล็อตละครไทย จนถึงชุมนุมเก้งเกาะเสม็ด

Mirror Thailand

อัพเดต 21 มี.ค. เวลา 19.07 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. เวลา 19.07 น.
ภาพไฮไลต์

ลองย้อนมองไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเราอยู่ในยุคที่โลกใจดีกับความหลากหลายมากกว่าที่เคย เรามีงานไพร์ดที่ยิ่งใหญ่ทุกปี มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้ใช้ และมีซีรีส์วายให้ได้จิกหมอนกันทุกคืน จนบางครั้ง เราเกือบจะเผลอเชื่อไปแล้วว่า ‘ความเท่าเทียม’ เป็นเรื่องปกติที่ได้มาง่ายๆ

แต่สำหรับ ปกป้อง-ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้เขียน ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง หนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชน เขารู้ดีว่ากว่าที่เราจะมายืนยิ้มกันได้ในวันนี้ มันมีการเดินทางที่ยาวไกลอยู่เบื้องหลัง

หนังสือเล่มนี้ชวนเราไปสำรวจการต่อสู้ของผู้หญิงและ LGBTQ+ เพื่อให้เห็นรูปแบบการกดขี่ที่เคยเกิดขึ้นจริง ที่สำคัญคือการทำความเข้าใจว่าความหลากหลายนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะในกลุ่ม LGBTQ+ เอง แต่ละคนก็มีเฉดสี มีเรื่องเล่าจากต่างภูมิภาคและต่างชนชั้นที่ไม่สามารถมัดรวมกันได้ รวมถึงพื้นที่ของผู้หญิงที่มักถูกมองข้ามไปในประวัติศาสตร์เรื่องเพศด้วย

เรานัดเจอกับปกป้องเพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไปของหนังสือที่เขาตั้งใจรวบรวมหลักฐานสารพัด ตั้งแต่ข่าวเก่า ไดอารี่โบราณ จดหมายรัก ไปจนถึง หนังสือโป๊ยุค 80s มาช่วยเล่าประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มน้อย

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงมุสลิมที่ต่อสู้ผ่านผ้าฮิญาบ หรือชาว LGBTQ+ ที่แต่ละตัวอักษรต่างมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างพื้นที่และตัวตนให้พวกเราได้หายใจคล่องขึ้นในทุกวันนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปกป้องไม่ได้เล่าเรื่องเพศให้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เขาหยิบเรื่องใกล้ๆ อย่างพล็อตละครไทย หรือความสนใจของชาวเก้งที่มีต่อเกาะเสม็ดมาเล่าได้สนุกสนาน บทสนทนาถัดจากนี้คือการสำรวจความทรงจำที่ปกป้องอยากให้เราจำ เพื่อให้เห็นว่าภายใต้ร่มคันใหญ่อย่างคำว่าผู้หญิงและ LGBTQ+ นั้น ยังมีความหลากหลายที่งดงาม มีมิติที่แตกต่าง รอให้เราเข้าไปทำความรู้จัก

ลองไปดูกันว่า ในวันที่ดูเหมือนเราจะมีสิทธิเสรีภาพเต็มเปี่ยมแบบวันนี้ ยังมี ‘เสียง’ ของใครในอดีตบ้างที่เคยเปล่งออกมา ซึ่งน้อยคนจะได้ยิน

Q : อัพเดตกันหน่อย ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง

A : ตอนนี้เราเป็นผู้สื่อข่าวให้ ThaiPBS ในส่วน Policy Watch เขียนวิเคราะห์ข่าวโดยเน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก ถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับเรามากๆ เพราะไม่เคยทำงานข่าวมาก่อน ต้องแอคทีฟตลอดเวลาเพื่อตามให้ทัน ก็สนุกดี แต่มันจะต่างจากงานเขียนที่ผ่านมาของเรา พวกคอลัมน์หรืองานวิชาการ มันมีไวยากรณ์ทางภาษาอีกแบบ บทบาทอื่นคือพิธีกรรายการ หมายเหตุประเพทไทย ที่ประชาไท ทำมาเกือบ 10 ปีแล้ว นอกจากนี้ก็เขียนบทความให้สื่ออื่นบ้าง

Q : หนังสือเล่มนี้มีที่มาที่ไปยังไง

A : เราอยากรวบรวมบทความที่เคยเขียนส่งสื่อต่างๆ เช่น The Matter นิตยสารสารคดี และงานเสวนาทางวิชาการ เราเลยอยากรวมเล่ม มากกว่านั้นคือมีบางประเด็นที่ยังอยากให้ถูกพูดถึง เขียนมาแล้วหลายปี แต่ยังคงเงียบอยู่ในบางเรื่อง เราเลยอยากพิมพ์ใหม่เพื่อให้คนไม่ลืมบางมิติในสังคม

อย่างตอนที่สมรสเท่าเทียมผ่าน ทุกคนเฉลิมฉลองดีใจ และคิดว่าตรงนี้คือจุดสูงสุดของความเท่าเทียมทางเพศแล้ว แต่ที่จริงมันคือหลักไมล์แรกๆ ในการขับเคลื่อนที่สำเร็จ

ที่ผ่านมามันเคยมีคนที่ต่อสู้ขับเคลื่อนมายาวนานเป็นแรมปี เขาเจอมาเยอะ เจ็บมาเยอะกว่า คนก็อาจจะลืม และเราไม่อยากให้มันถูกลืมไป เพราะบางครั้งคนจะคิดว่ามันเท่าเทียมแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงความหลากหลายทางเพศอีกต่อไปแล้วก็ได้ นั่นเท่ากับว่าเรากำลังจะหลงลืมการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ที่เคลื่อนไหวกันมาแล้วเป็นร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของเพศใดก็ตาม

Q : การจำให้ได้มันสำคัญกับคุณยังไง

A : ถ้าพูดในมิติของการเคลื่อนไหวทางสังคม เราจะได้ถอดบทเรียนว่านักเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวในรูปแบบไหน เขาประสบความสำเร็จหรือพ่ายแพ้ หรืออุปสรรคอะไรบ้างเพื่อจะนำมาเป็นบทเรียนในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิและความหลากหลายทางเพศต่อไปในอนาคต เราไม่ควรจะหลงลืมว่าที่เรามีทุกวันนี้ เช่น ความเท่าเทียมของผู้หญิงที่เท่าเทียมกับผู้ชายในระดับหนึ่ง หรือสมรสเท่าเทียม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการเคลื่อนไหวของประชาชนสามัญชนจำนวนมากในหลายช่วงเวลา

การจำคือการรำลึกถึงตัวตนของเรา อัตลักษณ์ของชุมชนของเรา และรำลึกถึงคนที่เคยเสียสละมาก่อนหน้านั้น แม้ว่าบางครั้งเขาอาจจะมองภาพใหญ่ว่ากำลังต่อสู้เพื่อมวลชน แต่อาจจะต่อสู้เพียงแค่ในระดับปัจเจกก็ได้ ความทรงจำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันคือตัวบ่งบอกว่าในชีวิตเราที่มีเพศสภาพ เพศวิถี รสนิยมทางเพศที่หลากหลาย มันประกอบสร้างมาจากอะไรบ้าง ผ่านเรื่องราวทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความหลากหลายมากมาย

Q : ก่อนหน้านี้ ในประวัติศาสตร์ที่เราเคยเรียนกันมาตอนเด็กๆ เคยมีคนเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงและ LGBTQ+ มาก่อนหรือเปล่า

A : การเขียนประวัติศาสตร์เพื่อการศึกษาแบบที่เรามักจะเรียกกันว่ากระแสหลัก ในตำราเรียนหรือหลักสูตรโดยเฉพาะในระดับมัธยม เขาจะมีข้อจำกัดบางอย่าง หลักๆ คือต้องเขียนให้เข้าใจได้กับคนทั้งประเทศ มันจะมีสิ่งที่ถูกเลือกและไม่ถูกเลือกให้คนได้เรียน ประวัติศาสตร์นั้นจึงละเลยเรื่องของคนจำนวนมากออกไป อาจจะด้วยความตั้งใจและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันผูกโยงกับการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับชาติ

ถึงกระนั้นก็ดี เราคิดว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน สังคมค่อนข้างคลี่คลายมาเรื่อยๆ เริ่มมีคำว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและประวัติศาสตร์สามัญชน ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นในช่วง พ.ศ.2510 เป็นต้นมา เพราะเป็นช่วงเคลื่อนไหวของคนเดือนตุลาฯ มีสามัญชนคนท้องถิ่นที่เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาโดยไม่ได้ผูกรวมกับศูนย์กลางอย่างกรุงเทพมหานครหรือราชสำนักเท่านั้น

ประวัติศาสตร์มีความหลากหลาย แต่เรื่องเพศหลากหลายในประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นที่พูดถึงน้อย หรือถูกละเลยไปโดยความไม่ตั้งใจ ส่วนประวัติศาสตร์ของผู้หญิงอาจมีการพูดถึงบ้างในปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา อย่างเช่นงานของคุณจิตร ภูมิศักดิ์ และงานของนักเขียนประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายจำนวนมากก็พูดเรื่องผู้หญิง แต่จะพูดในมิติของชนชั้น และเขียนโดยนักเขียนผู้ชาย สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะเห็นว่า ในยุคนั้นประวัติศาสตร์จะถูกคลี่คลายและเขียนโดยใครก็ได้ มันก็มีข้อดีของมัน

Q : ในกระบวนการเขียนหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคุณคืออะไร

A : หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กระจัดกระจาย คำว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์อาจเป็นบันทึก เอกสาร หรือจดหมายบางอย่างที่อาจมีใครสักคนเขียนไว้ในอดีต ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้

ปกติแล้ว การเขียนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะอ้างอิงจากเอกสารทางการ เอกสารราชการ หรือเอกสารในกระแสหลัก เช่น พงศาวดาร บันทึกความทรงจำของบุคคลสำคัญในสังคมและการเมือง แต่พอเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้หญิงหรือชาว LGBTQ+ ที่เป็นกลุ่มคนที่ถูกผลักออกไปให้เป็นชายขอบของสังคม มันทำให้ประวัติศาสตร์ที่เขาเขียน ซึ่งอาจเป็นบันทึกความทรงจำ ไดอารี่ หนังสือโป๊ หรือจดหมาย มันกระจัดกระจายและถูกมองข้ามไป ไม่ได้ถูกรวบรวมไว้หรือแม้แต่พูดถึง มันจึงเป็นเรื่องท้าทายมากๆ ในการเสาะแสวงหาข้อมูลเหล่านี้

อย่างในหอสมุดแห่งชาติก็จะมีนิตยสารและหนังสืองานศพจำนวนมากที่ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลประวัติของบุคคลต่างๆ ได้ แต่ถ้าเป็นหนังสือโป๊ ซึ่งยังผิดกฎหมายในประเทศเราอยู่ การเข้าถึงจึงเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับสื่อนี้ ทั้งที่ในหนังสือโป๊ นอกจากภาพโป๊แล้วมันยังมีสารคดีและบทความกึ่งวิชาการ ที่บันทึก ประวัติศาสตร์ สังคม และอารมณ์ของผู้คนในช่วงเวลาต่างๆ เอาไว้ โชคดีมากที่มีเว็บไซต์หนังสือโป๊ไทยในยุค 80s ที่อาจารย์ Peter Jackson กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียรวบรวมไว้ เราจึงใช้ข้อมูลตรงนั้นได้

นอกจากนั้น ในหนังสือเล่มนี้ยังมีส่วนที่เสริมเข้ามาคือบริบทของสังคมและเศรษฐกิจในยุคนั้น เพราะเวลาเราพูดถึงการเคลื่อนไหวของผู้หญิงและ LGBTQ+ มันมักจะถูกพูดถึงในฐานะของตัวบุคคล กระบวนการเคลื่อนไหว หรือประเด็นการต่อสู้จากการกดขี่ เช่น การกีดกันไม่ให้เป็นครูอาจารย์ การกีดกันไม่ให้ออกสื่อ เรามักพูดถึงเรื่องเหล่านี้ โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับบริบทของสังคม ณ ขณะนั้นว่ามันมีที่มาที่ไป ในขณะเดียวกัน หลายวัฒนธรรมย่อย (subculture) ของคนกลุ่มนี้ก็เป็นผลผลิตจากโครงสร้างสังคมด้วยเช่นเดียวกัน

อีกสิ่งที่ยากคือเรื่องการตีความ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ LGBTQ+ หลายชิ้นเป็นหลักฐานที่ผู้เขียนเขียนเอง ใช้สรรพนามว่าฉัน คนอื่นเป็นคุณ ท่าน เธอ แก เพราะฉะนั้น ความคิดความอ่านและมุมมองก็มาจากคนเขียนคนนั้นด้วย เราจึงต้องตีความให้จงหนักมากๆ เช่น คุณปาน บุนนาค เคยให้สัมภาษณ์ไว้ให้ยุคที่เขามั่นอกมั่นใจในชีวิตมากๆ เพราะพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว แต่เมื่อย้อนกลับไปพูดถึงอดีตที่เขาโดนกดขี่ข่มเหง ในอดีตเขาอาจจะเศร้า แต่พอพูดในวันนี้อาจเป็นเรื่องขำขันก็ได้ เราก็ต้องตีความว่าเขาพูดในบริบทไหน ในช่วงเวลาไหน หรือถ้าไปอ่านไดอารี่ของใคร เรื่องที่เขาพูดถึงอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่ได้ตกผลึก หรือยังหาข้อสรุปไม่ได้ก็ได้ บันทึกก็อาจจะมีหลายแบบ ทั้งบันทึกส่วนตัวและบันทึกที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ถ้าเป็นบันทึกที่ถูกเผยแพร่ก็อาจมีการเซ็นเซอร์ตัวเองไว้ชั้นหนึ่ง อาจเลือกไม่เล่าบางอย่างให้คนอื่นรู้ก็ได้ เวลาเราเขียนหรือวิเคราะห์หลักฐานชิ้นหนึ่ง เราจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด

Q : เข้าใจว่าบทความเกี่ยวกับผู้หญิงและเพศหลากหลายที่คุณเคยเขียนมีเยอะมาก คุณมีวิธีเลือกมันมาใส่ในเล่มนี้ยังไง

A : ตอนแรกเยอะกว่านี้ แต่ด้วยเรื่องของต้นทุนและความหนาของหนังสือ เราเลยเลือกตัดบางบทความออก วิธีการเลือกของเรากับ บ.ก. คือ เราเลือกบทความที่อยากให้คนอ่านได้รู้ว่า ในวันที่คุณมีสมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นในไทย มันผ่านเรื่องราวและความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง แม้กระทั่งผู้หญิงที่มีสิทธิเท่าเทียมทางเพศระดับหนึ่งแล้ว แต่ก่อนหน้านี้มันมีนักเคลื่อนไหวหญิงที่ออกมาเรียกร้องและต่อสู้มาอย่างยาวนาน อยากให้คนอ่านได้อ่านมุมนี้ด้วย

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เราสังเกตได้คือ เวลาเราพูดถึงสิทธิ LGBTQ+ แต่ละตัวอักษรไม่ว่าจะเป็น L G B T Q และ + ไปเรื่อยๆ แต่ละตัวอักษรก็มีตัวตนที่หลากหลายและประสบการณ์การถูกกดทับที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งเป็นเลสเบี้ยนก็ยิ่งถูกกดขี่มากกว่า เพราะเกิดมาเป็นเพศสรีระหญิง ถูกกดทับในโลกชายเป็นใหญ่ชั้นหนึ่ง และอีกมิติหนึ่งคือถูกกดทับเพราะการแสดงออกในเสรีภาพทางเพศของเขา ในขณะที่เกย์อาจไม่ได้ถูกกดทับในมิตินี้ก็ได้ ขณะเดียวกัน หนังสือเล่มนี้ก็มีจุดบกพร่องคือ เมื่อพูดถึง LGBTQ+ เรื่องเล่าของตัว G มีมากกว่าตัวอื่นๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ หนึ่ง-หลักฐานมีเยอะกว่า พูดถึงได้มากกว่าด้วย สอง-เราเองอาจละเลย มองข้ามด้วยความไม่ตั้งใจว่าวัฒนธรรมของตัวอักษรอื่นๆ มีอะไรบ้าง เรามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราก็พยายามจะเรียนรู้และหาสมดุลว่าเราจะพูดถึงยังไงดี

Q : มีสิ่งใหม่ที่คุณเพิ่งค้นพบตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ไหม เป็นเรื่องที่ต่างจากที่เราเคยเข้าใจ

A : เราชอบเรื่องฮิญาบ เพราะไม่เคยรู้เลยว่าผู้หญิงมุสลิมที่คลุมฮิญาบ เขาก็ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้น รุนแรงมากๆ และมักถูกมองข้ามไปว่ามันเคยมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งออกมาขับเคลื่อนนะ เพียงแต่ว่าเขาอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร มันจึงทำให้เรื่องนี้ไม่ถูกพูดถึง ซึ่งมันเป็นการต่อสู้ที่เราคิดว่าทรงพลัง

ในมุมมองของเฟมินิสต์ เรามักจะมองว่าการคลุมฮิญาบเป็นการกดขี่ทางเพศ เป็นสัญลักษณ์ของชายเป็นใหญ่มากๆ แต่ในประเทศไทย นอกเหนือจากสัญลักษณ์ของการกดขี่ทางเพศแล้ว ฮิญาบยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นต่อสู้ของผู้หญิงที่มีต่ออำนาจของรัฐรวมศูนย์ด้วย ในผ้าฮิญาบผืนหนึ่งมันจึงมีนัยยะความหมาย ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า เต็มไปหมดเลย เรารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา เพราะเราเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องพื้นที่ใน 3 จังหวัดว่าเขามีประวัติศาสตร์อะไรบ้าง

Q : ก่อนหน้านี้ หลายคนจะชอบพูดว่า “ประวัติศาสตร์จะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับใคร”เขียน และมองว่าประวัติศาสตร์มักจะไม่เป็นกลาง คุณเชื่อแบบนั้นไหม

A : เราไม่เชื่อเรื่องต้องเป็นกลาง สำหรับเรา ชุดความรู้ที่มักบอกว่าเป็นกลาง เราว่ามันก็ไม่กลางแล้ว ทำไมคุณต้องแยกความรู้ชุดหนึ่งออกมาแล้วบอกว่ามันคือสัจธรรมที่แท้จริงของผู้บรรลุ เราไม่เชื่ออย่างนั้น เราคิดว่าทุกความรู้มีที่มาที่ไป เงื่อนไขในการผลิต เงื่อนไขในการเผยแพร่ของมัน ณ ช่วงเวลาหรือบริบทหนึ่งอยู่แล้ว ประวัติศาสตร์ก็เป็นองค์ความรู้อีกอันที่มีผู้ผลิต ผู้เผยแพร่ และผู้ส่งต่อ มันจึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับผู้เขียนและผู้ตีความ

การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่การศึกษาว่าด้วยข้อเท็จจริงอย่างเดียว เราไม่ได้ไปเสาะแสวงหาความจริงอันสูงสุด แต่ว่าเรากำลังแสวงหาเพื่อตีความ ณ จังหวะเวลาหนึ่งให้มันใกล้กับข้อเท็จจริงหรือความเป็นจริงให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน เราก็ศึกษามันในฐานะที่มันเป็นผลผลิตทางสังคมในช่วงเวลาที่ถูกเขียนขึ้นมา มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่าการศึกษาการผลิตความรู้ (epistemology) ที่ต้องตีความต่อ

สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่เชื่อเลยคือ คำพูดว่าผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ คุณแพ้คุณก็ต้องเขียนเป็นด้วยสิ เขียนเรื่องของคุณเอง เรารู้สึกว่าไม่ว่าใครก็สามารถเขียนเรื่องราวของตัวเอง บันทึกเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่คุณเป็นผู้สังเกตการณ์หรือเป็นพยาน ณ ขณะนั้นก็ได้ แล้วสุดท้ายมันจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เองในภายหลัง

Q : คุณเขียน ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง จากสายตาของคนกลุ่มไหน

A : เราเขียนในฐานะนักขับเคลื่อน แรกเริ่มมันเริ่มจากการเขียนเป็นบทความรายสัปดาห์ เรื่องมันเลยต้องเท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน หรือใกล้ๆ กับช่วงเวลารำลึกเหตุการณ์นั้น แต่พอมารวมเล่มเป็นหนังสือ เราเลยต้องเรียงเรื่องใหม่ และเพิ่มบริบทประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม ณ ขณะนั้นให้มากขึ้น เพื่อให้คนอ่านรู้ที่มาที่ไปของการเกิดเหตุการณ์หรือวัฒนธรรมนั้น เช่นตอนเกี่ยวกับเกาะเสม็ด เราก็เท้าความว่าการที่เกาะเสม็ดได้รับความนิยมมันก็มาจากการทำเส้นทางคมนาคมขนส่งพัฒนาขึ้น การที่กลุ่มเกย์โดยเฉพาะมากระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และเสม็ดมันถูกตีความยังไง มันมีประวัติศาสตร์ที่มาของมันอยู่

Q : การได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้เขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง มันสำคัญกับเรายังไง

A : อย่างแรกคือเราจะได้รู้ว่า ก่อนที่จะมีสมรสเท่าเทียม มันมีคนเจ็บ คนโดนอะไรมากมาย อย่างที่สองคือมันทำให้เรารู้เท่าทันสถานการณ์ในสังคมบ้าง เช่น ครั้งหน้าที่เราเห็นผู้หญิงสวมฮิญาบ แทนที่จะมองว่าผู้หญิงตกเป็นทาส submissive ผู้ชาย ตกเป็นเหยื่อของปิตาธิปไตย แต่อันที่จริง มันอาจจะมีอีกนัยยะหนึ่งซ่อนอยู่ หรือแม้กระทั่งการที่เราดูละครแล้วสงสัยว่า ทำไมตัวละครผู้ชายไม่เป็นผู้ชายเหนือแล้วผู้หญิงจากกรุงเทพฯ มารักบ้างวะ ทำไมต้องเป็นผู้ชายจากกรุงเทพฯ ไปรักผู้หญิงที่อยู่ในภาคเหนือตลอดเลย ทำไมพล็อตเรื่องแบบนี้ถึงมีเยอะอย่างมีนัยยะสำคัญ เราก็พอจะรู้เท่าทันได้มามันเป็นมรดกจากภาพยนตร์เรื่อง สาวเครือฟ้า และจากการล่าอาณานิคมภายในของสยาม

อีกมุมหนึ่งเราอาจจะได้อีกมุมมองในการมองบุคคลที่เราชื่นชอบ อย่างเราเอง เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอบอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือจิตร ภูมิศักดิ์ การเขียนเล่มนี้มันก็ทำให้เราได้เห็นว่าคนที่เราชื่นชอบ เคารพความคิดความอ่านเขา เขาก็มีบางอย่างที่นำเสนอออกมาแล้วมันอาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่ถูกใจผู้อ่านในปัจจุบันก็ได้ ชวนคิดว่าอะไรที่ทำให้คนที่หัวก้าวหน้าสุดๆ ในยุคนั้นดูหัวโบราณในยุคปัจจุบันได้ หรือแม้กระทั่ง ดร.เสรี วงษ์มณฑา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบเขาก็ตาม เราก็เห็นว่าการต่อสู้เคลื่อนไหวของเขามันก็สะท้อนโครงสร้างของสังคมบางอย่างที่ LGBTQ ในยุคนั้นต้องเผชิญ

Q : หนังสือเล่มนี้ทำให้คุณได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับตัวเองหรือคอมมูนิตี้ที่ตัวเองอยู่บ้างไหม

A : (นิ่งคิดนาน) เราได้ถอดบทเรียนว่าก่อนหน้านี้มันมีเงื่อนไขทางสังคม ประวัติศาสตร์การกดขี่ในรูปแบบใดบ้าง และปัจจุบันนี้ เราได้คลี่คลายอะไรไปบ้างแล้ว เราสุขสบายขึ้นยังไงบ้างแล้ว วันนี้เรามีซีรีส์วายอยู่ในทุกช่องทุกแพลตฟอร์มแล้ว ในขณะที่ยุคหนึ่ง ไก่ วรายุฑ ถูกห้ามออกทีวี หรือว่าในยุคนี้ที่เราหาผัวได้จากแอพพลิเคชั่นในมือถือ แต่ยุคหนึ่งเราต้องส่งจดหมายไปหาผัวให้ได้ ซึ่งต้องให้ บ.ก. คัดอีกทีหนึ่งด้วย มันก็บอกเราว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ชุมชนของเรามันผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันเนอะ หรือแม้กระทั่งการจัดงานไพร์ด 10 ปีก่อนยังโดนปาของ โดนต่อต้านอยู่เลย แต่วันนี้ทุกคนต่างมาร่วม มันกลายเป็นพื้นที่ที่คนมาชุบตัวกันด้วยซ้ำ มันกลายเป็นอีกความหมายหนึ่งไปแล้ว

บทความต้นฉบับได้ที่ : คุยกับ ‘ชานันท์ ยอดหงษ์’ ผู้เขียน ‘ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง’ หนังสือที่สำรวจการต่อสู้ของผู้หญิงและ LGBTQ+ ผ่าน หนังโป๊ยุค 80s พล็อตละครไทย จนถึงชุมนุมเก้งเกาะเสม็ด

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...