โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 02.43 น.

#ทันหุ้น- บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up โดยระยะสั้นกลุ่มเทคโนโลยีคาดมีแรงซื้อหนุนตามตลาดหุ้นโลกจาก Theme AI Boom ขณะที่กลุ่มพลังงานและ Commodity มีโอกาสฟื้นตัวกลับจากปลายสัปดาห์ก่อน หลังล่าสุดสหรัฐฯ-อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอยุติสงครามซึ่งกันละกัน ส่งผลให้ Sentiment กลับมาเป็นลบอีกครั้ง

ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ US$105 ต่อบาร์เรล ด้านตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯออกมาดีกว่าคาด เพิ่มขึ้น 1.15 แสนราย ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.3% ส่วนสัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI-PPI และยอดค้าปลีกเดือน เม.ย.

นอกจากนี้ Event สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การพบกันระหว่างทรัมป์-สี จิ้น ผิง วันที่ 14-15 พ.ค. โดยเฉพาะประเด็นอิหร่าน ขณะที่ MSCI Rebalance จะประกาศวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งต้องจับตาว่าไทยจะถูกปรับลดน้ำหนักลงตามที่เป็นกระแสในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหรือไม่

ส่วนด้านผลประกอบการ 1Q26 บจ. เท่าที่ประกาศออกมาแล้วโดยรวมดีกว่าตลาดคาดราว 11% ซึ่งหากช่วงโค้งสุดท้ายสัปดาห์นี้ยังออกมาแข็งแรงต่อเนื่อง เราคาดว่า EPS ของ SET ในปี 2026 ปัจจุบันที่ 94 บาท ในระยะสั้นจะไม่มี Downside โดยหากสงครามคลี่คลายได้ภายใน 2Q26 ตามที่ตลาดประเมิน ณ ปัจจุบัน เราคาดว่าจะเห็นการเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และ Commodity เข้าหากลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานลดลงและการบริโภค เช่น ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ไฟแนนซ์ ค้าปลีก เป็นต้น ใน 2H26 รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านพรก.เงินกู้ 4 แสนลบ.

กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่แนวโน้มกำไร 1Q26 แข็งแกร่งและแนวโน้มถูกกระทบจำกัดจากสงคราม
หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : STA
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22 บาท
• กำไรปกติ 1Q26 อยู่ที่ 419 ลบ. +83% q-q, -43% y-y ดีว่าเราคาด 26% หนุนจากธุรกิจยางธรรมชาติ ได้แรงหนุนจากราคาขายที่ปรับตับขึ้นชดเชยปริมาณขายที่ชะลอ ขณะที่ Gross Margin ออกมาสูงกว่าคาด
• แนวโน้มกำไร 2Q26 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง q-q หนุนจากราคายางที่ปรับขึ้น +8% q-q, +23% y-y ใน 2QTD รวมถึงมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว 1-2 เดือน เราคาดกำไรปกติปี 2026 ที่ 1.67 พันลบ. พลิกจากขาดทุนปีก่อน
• แนวรับ 18.50-18.20 บาท แนวต้าน 19.30-19.50//20 บาท

ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,490 แนวต้าน 1,510 – 1,520 คาดดัชนีมีโอกาสทรงตัวระหว่างรอการรายงายกำไร บจ. Q1/69 และรอผล MSCI รีบาลานท์ รวมถึงท่าทีของสหรัฐหลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอให้ระงับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แนะนำทยอยซื้อ GULF, GPSC ที่รายงานกำไร Q1/69 ดีกว่า กอปรกับคาดแนวโน้มขายไฟฟ้าใน Q2/69 ยังเติบโตดี / CK,STECON,AMATA,WHA ,DITTO ได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นการลงทุน /เก็งกำไรหุ้นคาดจะรายงานกำไร Q1/69 ในเชิงบวก เช่น TOP, ICHI, MTC

PTT (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 1Q69 เพิ่มขึ้น QoQ, YoY ที่ราว 2.6-2.7 หมื่นล้านบาท หนุนจากกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีการรับรู้ stock gain และการปรับตัวขึ้นของค่าการกลั่น ขณะที่ธุรกิจของ PTT โรงแยกก๊าซได้ผลบวกจากต้นทุนลดลงตาม utility model สำหรับแนวโน้ม 2Q69 คาดกำไรปกติแข็งแกร่งทั้ง QoQ, YoY หนุนจากธุรกิจก๊าซฯ และปิโตรเคมีที่สะท้อนราคาและ spread ปรับเพิ่มขึ้น ธุรกิจ E&P ของ ปตท.สผ.ที่มีปริมาณขายและราคาปรับขึ้น ส่วนภาพรวมปี 69-70 คาดการณ์กำไรสุทธิของ PTT อยู่ที่ 9.3 หมื่นล้านบาท +3%YoY และ 9.4 หมื่นล้านบาท +4%YoY และ Div Yield ในระดับ 6%

ITC* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 19.69 บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 871 ลบ. (+29%YoY , +10%QoQ) โตได้เด่นจากปัจจัยหนุนในเชิงรายได้ที่ +22%YoY +8%QoQ ตาม Demand ที่สูงขึ้นในสหรัฐฯและยุโรป รวมถึงการออกสินค้าใหม่ๆ ส่วนการดำเนินงานช่วงถัดไปแม้คาดว่าจะมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่คาดว่าจะเห็นการส่งผ่าน Cost ได้บางส่วนจากการทยอยปรับขึ้นราคา ขณะที่ยังคาดว่า Demand อาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯจะยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ ITC* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 3,361 ลบ.(+13%YoY) และ 3,691ลบ.(+10%YoY) ตามลำดับ

ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะผันผวนสูง ทั้งในเรื่องของตัวแปรสำคัญ คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง(บวก/ลบ) การรายงานผลประกอบการ 1Q-26 จะสิ้นสุดสัปดาห์นี้ และการขึ้น/ลง ของหุ้น DELTA นอกจากนี้ นักลงทุน ทยอยปรับพอร์ต หลังมุมมองที่มีต่อสงครามที่คลายความกังวลลง หุ้นที่มีความเสี่ยง จะเป็นหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จากสงคราม อาทิกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมี ประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1470-1530 จุด

ปัจจัยในประเทศ

  • มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณและการผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก อสังหาฯ และธนาคาร แต่หากการเบิกจ่ายล่าช้า จะส่งผลลบต่อกระแสเงินสดของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและยอดขายวัสดุก่อสร้าง
  • กำไรตลาดหุ้นไทย (1Q-26) โค้งสุดท้าย: ภาพรวมการรายงานผลประกอบการจนถึงปัจจุบันพบว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียน (Earnings Surprise) สูงกว่าคาด 11% และยอดขาย (Sales Surprise) สูงกว่าคาด 0.1% เราประเมินเบื้องต้นว่ากำไรงวด 1Q-26 ของบริษัทใน SET จะออกมาราว 2.8 แสนล้านบาท (+3% YoY) หนุนจาก Stock Gain ของกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังคือแนวโน้มกำไรงวด 2Q และ 3Q ที่อาจถูกกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
  • BIG LOT หุ้น KTB: เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการทำรายการมูลค่า 2,722 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 32.62 บาท/หุ้น โดยวานนี้ KTB ก็มีการทำรายการ Big Lot ในระดับ 2 พันล้านบาทด้วยเช่นกัน (นักลงทุนต่างประเทศ net sell หุ้น KTB ในเดือนนี้มาแล้ว 6 พันล้านบาท)
  • MSCI Rebalance: จะมีการประกาศชื่อหุ้นเข้า/ออก ในการคำนวณดัชนีฯ MSCI ในช่วงเช้าวันที่ 13 พ.ค. (เวลาประเทศไทย) โดยครั้งนี้ นอกจากการปรับตามปกติแล้ว จะมีการปรับวิธีการคำนวณ Free Float ของหุ้นแต่ละตัว (ปัดเศษทศนิยม) เรากำลังประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโอกาสในการปรับน้ำหนักของหุ้นหลักอย่าง DELTA และ PTTGC เนื่องจากหุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนักจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเข้าซื้อตามดัชนี ซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสั้น
  • ประเด็นความเสี่ยงกลุ่ม Tech: สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า บริษัทรายสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามขับเคลื่อนด้าน AI ของประเทศไทย ถูกสงสัยว่ามีส่วนช่วยลักลอบส่งเซิร์ฟเวอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของ Super Micro Computer Inc. (บรรจุชิปขั้นสูงของ Nvidia Corp.) ไปยังประเทศจีน โดยมี Alibaba Group เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ ประเด็นนี้อาจสร้าง Sentiment เชิงลบและเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Trade/Tech War) ต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ
  • Fund Flow และตลาดเงิน: เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.18/19 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 32.17 – 32.33 บาท/ดอลลาร์ …. ในตลาดหุ้น (SET+MAI) นักลงทุนต่างชาติเป็นฝั่งขายสุทธิ 1,684 ล้านบาท ด้านตลาดตราสารหนี้: นักลงทุนต่างชาติเป็นฝั่งซื้อสุทธิ (NET INFLOW) 5,106 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศ

  • สถานการณ์ตะวันออกกลาง: อิหร่านยื่นข้อเสนอหยุดยิงไปให้สหรัฐฯ(ผ่านคนกลาง) ไปเมื่อคืนวันอาทิตย์(10 พ.ค.) ซึ่งด้านสหรัฐฯ ยังไม่ยอมรับในข้อเสนอของอิหร่าน หลังทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาเพิ่งได้อ่านการตอบกลับจากตัวแทนของอิหร่าน และชี้แจงชัดเจนว่าข้อเสนอนั้น “รับไม่ได้อย่าง ….. ข่าวนี้ ลบต่อตลาดโดยรวม แต่ดีต่อราคาน้ำมันและผู้ผลิตน้ำมัน
  • สงครามรัสเซีย-ยูเครน: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม (ตรงกับวันแห่งชัยชนะของรัสเซีย) อนุญาตให้รัสเซียจัดขบวนพาเหรดทางทหารได้โดยไม่ต้องกลัวการตอบโต้ รวมถึงจะมีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝั่งละ 1,000 คน

Technical : BCH, KAMART

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...