เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น- บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up โดยระยะสั้นกลุ่มเทคโนโลยีคาดมีแรงซื้อหนุนตามตลาดหุ้นโลกจาก Theme AI Boom ขณะที่กลุ่มพลังงานและ Commodity มีโอกาสฟื้นตัวกลับจากปลายสัปดาห์ก่อน หลังล่าสุดสหรัฐฯ-อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอยุติสงครามซึ่งกันละกัน ส่งผลให้ Sentiment กลับมาเป็นลบอีกครั้ง
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ US$105 ต่อบาร์เรล ด้านตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯออกมาดีกว่าคาด เพิ่มขึ้น 1.15 แสนราย ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.3% ส่วนสัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI-PPI และยอดค้าปลีกเดือน เม.ย.
นอกจากนี้ Event สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การพบกันระหว่างทรัมป์-สี จิ้น ผิง วันที่ 14-15 พ.ค. โดยเฉพาะประเด็นอิหร่าน ขณะที่ MSCI Rebalance จะประกาศวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งต้องจับตาว่าไทยจะถูกปรับลดน้ำหนักลงตามที่เป็นกระแสในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหรือไม่
ส่วนด้านผลประกอบการ 1Q26 บจ. เท่าที่ประกาศออกมาแล้วโดยรวมดีกว่าตลาดคาดราว 11% ซึ่งหากช่วงโค้งสุดท้ายสัปดาห์นี้ยังออกมาแข็งแรงต่อเนื่อง เราคาดว่า EPS ของ SET ในปี 2026 ปัจจุบันที่ 94 บาท ในระยะสั้นจะไม่มี Downside โดยหากสงครามคลี่คลายได้ภายใน 2Q26 ตามที่ตลาดประเมิน ณ ปัจจุบัน เราคาดว่าจะเห็นการเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และ Commodity เข้าหากลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานลดลงและการบริโภค เช่น ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ไฟแนนซ์ ค้าปลีก เป็นต้น ใน 2H26 รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านพรก.เงินกู้ 4 แสนลบ.
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่แนวโน้มกำไร 1Q26 แข็งแกร่งและแนวโน้มถูกกระทบจำกัดจากสงคราม
หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : STA
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22 บาท
• กำไรปกติ 1Q26 อยู่ที่ 419 ลบ. +83% q-q, -43% y-y ดีว่าเราคาด 26% หนุนจากธุรกิจยางธรรมชาติ ได้แรงหนุนจากราคาขายที่ปรับตับขึ้นชดเชยปริมาณขายที่ชะลอ ขณะที่ Gross Margin ออกมาสูงกว่าคาด
• แนวโน้มกำไร 2Q26 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง q-q หนุนจากราคายางที่ปรับขึ้น +8% q-q, +23% y-y ใน 2QTD รวมถึงมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว 1-2 เดือน เราคาดกำไรปกติปี 2026 ที่ 1.67 พันลบ. พลิกจากขาดทุนปีก่อน
• แนวรับ 18.50-18.20 บาท แนวต้าน 19.30-19.50//20 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,490 แนวต้าน 1,510 – 1,520 คาดดัชนีมีโอกาสทรงตัวระหว่างรอการรายงายกำไร บจ. Q1/69 และรอผล MSCI รีบาลานท์ รวมถึงท่าทีของสหรัฐหลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอให้ระงับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แนะนำทยอยซื้อ GULF, GPSC ที่รายงานกำไร Q1/69 ดีกว่า กอปรกับคาดแนวโน้มขายไฟฟ้าใน Q2/69 ยังเติบโตดี / CK,STECON,AMATA,WHA ,DITTO ได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นการลงทุน /เก็งกำไรหุ้นคาดจะรายงานกำไร Q1/69 ในเชิงบวก เช่น TOP, ICHI, MTC
PTT (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 1Q69 เพิ่มขึ้น QoQ, YoY ที่ราว 2.6-2.7 หมื่นล้านบาท หนุนจากกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีการรับรู้ stock gain และการปรับตัวขึ้นของค่าการกลั่น ขณะที่ธุรกิจของ PTT โรงแยกก๊าซได้ผลบวกจากต้นทุนลดลงตาม utility model สำหรับแนวโน้ม 2Q69 คาดกำไรปกติแข็งแกร่งทั้ง QoQ, YoY หนุนจากธุรกิจก๊าซฯ และปิโตรเคมีที่สะท้อนราคาและ spread ปรับเพิ่มขึ้น ธุรกิจ E&P ของ ปตท.สผ.ที่มีปริมาณขายและราคาปรับขึ้น ส่วนภาพรวมปี 69-70 คาดการณ์กำไรสุทธิของ PTT อยู่ที่ 9.3 หมื่นล้านบาท +3%YoY และ 9.4 หมื่นล้านบาท +4%YoY และ Div Yield ในระดับ 6%
ITC* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 19.69 บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 871 ลบ. (+29%YoY , +10%QoQ) โตได้เด่นจากปัจจัยหนุนในเชิงรายได้ที่ +22%YoY +8%QoQ ตาม Demand ที่สูงขึ้นในสหรัฐฯและยุโรป รวมถึงการออกสินค้าใหม่ๆ ส่วนการดำเนินงานช่วงถัดไปแม้คาดว่าจะมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่คาดว่าจะเห็นการส่งผ่าน Cost ได้บางส่วนจากการทยอยปรับขึ้นราคา ขณะที่ยังคาดว่า Demand อาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯจะยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ ITC* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 3,361 ลบ.(+13%YoY) และ 3,691ลบ.(+10%YoY) ตามลำดับ
ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะผันผวนสูง ทั้งในเรื่องของตัวแปรสำคัญ คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง(บวก/ลบ) การรายงานผลประกอบการ 1Q-26 จะสิ้นสุดสัปดาห์นี้ และการขึ้น/ลง ของหุ้น DELTA นอกจากนี้ นักลงทุน ทยอยปรับพอร์ต หลังมุมมองที่มีต่อสงครามที่คลายความกังวลลง หุ้นที่มีความเสี่ยง จะเป็นหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จากสงคราม อาทิกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมี ประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1470-1530 จุด
ปัจจัยในประเทศ
- มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณและการผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก อสังหาฯ และธนาคาร แต่หากการเบิกจ่ายล่าช้า จะส่งผลลบต่อกระแสเงินสดของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและยอดขายวัสดุก่อสร้าง
- กำไรตลาดหุ้นไทย (1Q-26) โค้งสุดท้าย: ภาพรวมการรายงานผลประกอบการจนถึงปัจจุบันพบว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียน (Earnings Surprise) สูงกว่าคาด 11% และยอดขาย (Sales Surprise) สูงกว่าคาด 0.1% เราประเมินเบื้องต้นว่ากำไรงวด 1Q-26 ของบริษัทใน SET จะออกมาราว 2.8 แสนล้านบาท (+3% YoY) หนุนจาก Stock Gain ของกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังคือแนวโน้มกำไรงวด 2Q และ 3Q ที่อาจถูกกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
- BIG LOT หุ้น KTB: เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการทำรายการมูลค่า 2,722 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 32.62 บาท/หุ้น โดยวานนี้ KTB ก็มีการทำรายการ Big Lot ในระดับ 2 พันล้านบาทด้วยเช่นกัน (นักลงทุนต่างประเทศ net sell หุ้น KTB ในเดือนนี้มาแล้ว 6 พันล้านบาท)
- MSCI Rebalance: จะมีการประกาศชื่อหุ้นเข้า/ออก ในการคำนวณดัชนีฯ MSCI ในช่วงเช้าวันที่ 13 พ.ค. (เวลาประเทศไทย) โดยครั้งนี้ นอกจากการปรับตามปกติแล้ว จะมีการปรับวิธีการคำนวณ Free Float ของหุ้นแต่ละตัว (ปัดเศษทศนิยม) เรากำลังประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโอกาสในการปรับน้ำหนักของหุ้นหลักอย่าง DELTA และ PTTGC เนื่องจากหุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนักจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเข้าซื้อตามดัชนี ซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสั้น
- ประเด็นความเสี่ยงกลุ่ม Tech: สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า บริษัทรายสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามขับเคลื่อนด้าน AI ของประเทศไทย ถูกสงสัยว่ามีส่วนช่วยลักลอบส่งเซิร์ฟเวอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของ Super Micro Computer Inc. (บรรจุชิปขั้นสูงของ Nvidia Corp.) ไปยังประเทศจีน โดยมี Alibaba Group เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ ประเด็นนี้อาจสร้าง Sentiment เชิงลบและเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Trade/Tech War) ต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ
- Fund Flow และตลาดเงิน: เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.18/19 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 32.17 – 32.33 บาท/ดอลลาร์ …. ในตลาดหุ้น (SET+MAI) นักลงทุนต่างชาติเป็นฝั่งขายสุทธิ 1,684 ล้านบาท ด้านตลาดตราสารหนี้: นักลงทุนต่างชาติเป็นฝั่งซื้อสุทธิ (NET INFLOW) 5,106 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง: อิหร่านยื่นข้อเสนอหยุดยิงไปให้สหรัฐฯ(ผ่านคนกลาง) ไปเมื่อคืนวันอาทิตย์(10 พ.ค.) ซึ่งด้านสหรัฐฯ ยังไม่ยอมรับในข้อเสนอของอิหร่าน หลังทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาเพิ่งได้อ่านการตอบกลับจากตัวแทนของอิหร่าน และชี้แจงชัดเจนว่าข้อเสนอนั้น “รับไม่ได้อย่าง ….. ข่าวนี้ ลบต่อตลาดโดยรวม แต่ดีต่อราคาน้ำมันและผู้ผลิตน้ำมัน
- สงครามรัสเซีย-ยูเครน: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม (ตรงกับวันแห่งชัยชนะของรัสเซีย) อนุญาตให้รัสเซียจัดขบวนพาเหรดทางทหารได้โดยไม่ต้องกลัวการตอบโต้ รวมถึงจะมีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝั่งละ 1,000 คน
Technical : BCH, KAMART