“สาหร่ายผักกาดทะเล” ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ พลิกฟื้นทรัพยากรชายฝั่ง สร้างอาชีพ และความยั่งยืน
"จากผืนดินที่เคยเสื่อมโทรม และป่าชายเลนที่ถูกทำลาย กลับกลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอย่างไม่สิ้นสุด…"
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่คือหยาดเหงื่อ พระปรีชาสามารถ และพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่ทรงวางรากฐานการจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาจากยอดเขาสู่ท้องทะเล” เพื่อให้คนและป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และผาสุกตลอดไป
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากจุดเริ่มต้นของพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมุ่งหวังให้พื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดจันทบุรี ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาอย่างเป็นระบบ “กรมประมง” ในฐานะหน่วยงานหลักจึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ฯ เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่แห่งนี้ ให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตตามแนวพระราชดำริ” ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างครบวงจร โดยมีการวางโครงสร้างการทำงานที่เข้มแข็ง ตั้งแต่ระดับนโยบายลงสู่ระดับปฏิบัติการ ผ่านความร่วมมือของ “กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง” และ “กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ” เพื่อบูรณาการทั้งด้านองค์ความรู้ งบประมาณ และกำลังพลที่มีความเชี่ยวชาญ มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของสังคมเมืองในอดีต
การทำงานของศูนย์ฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำวิจัยในห้องทดลองเท่านั้น แต่เป็นการนำเอาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการศึกษา ทดลอง และวิจัย เพื่อให้ได้นวัตกรรมและวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริงมากที่สุด เมื่อการวิจัยบรรลุผลสำเร็จ กรมประมงจะเปลี่ยนองค์ความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็น "แปลงสาธิต" ที่จับต้องได้จริง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร และประชาชนที่สนใจ ได้เข้ามาศึกษาและฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างอาชีพที่มั่นคง และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนรอบอ่าวคุ้งกระเบนเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
โดยผลสำเร็จจากการดำเนินงานของศูนย์ฯ โดยกรมประมง สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้จากความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง โดยนางกัญญารัตน์ สุนทรา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ เปิดเผยว่า เมื่อมีการจัดการที่ถูกต้อง และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการอนุรักษ์ดิน การบริหารจัดการน้ำ และการฟื้นฟูป่าชายเลนที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดวัฏจักรแห่งความยั่งยืนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถลืมตาอ้าปากได้ บนรากฐานของทรัพยากรธรรมชาติที่แข็งแรง สมดังพระราชประสงค์ที่ต้องการเห็นพสกนิกรมีความกินดีอยู่ดี และพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ภายใต้อัตลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
และนวัตกรรมโดดเด่นที่ศูนย์ฯ ได้ถ่ายทอดสู่ชุมชนในปัจจุบัน คือ “การเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล” ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้จากกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง มาต่อยอดในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ การส่งเสริมนี้ สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยใช้น้ำหมักชีวภาพจากเศษปลาและระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponics) ที่นำธาตุอาหารจากการเลี้ยงสัตว์น้ำมาเป็นอาหารให้สาหร่าย จนได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ. 7434 ครอบคลุมแนวทางปฏิบัติมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practices: GAP) สำหรับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลชนิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (macroalgae) โดยเน้นความปลอดภัย ความสะอาด และการจัดการฟาร์มในทุกขั้นตอน
สาหร่ายผักกาดทะเล เป็นสาหร่ายทะเลสีเขียวที่มีคุณสมบัติทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มได้ดี และยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีโปรตีนสูงถึง 25-30 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ และมีไขมันต่ำ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ
นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังได้จัดตั้ง“โรงเรียนเลี้ยงสาหร่ายทะเล” เพื่อศึกษา วิจัย และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยง การแปรรูป และการส่งเสริมช่องทางการตลาด โดยเป็นต้นแบบในการเพาะเลี้ยงและแปรรูปให้กับเกษตรกรที่สนใจ ซึ่งได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเกือบ 20 รายการ ทั้งอาหารคาวหวาน และเครื่องดื่ม เช่น บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล น้ำสาหร่ายผักกาดทะเล สาหร่ายผักกาดทะเลทอด ต้มจืดสาหร่ายผักกาดทะเล รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น เซรั่มสาหร่ายผักกาดทะเล สบู่ผสมสาหร่ายผักกาดทะเล กัมมี่สาหร่ายผักกาดทะเล ผงไฟเบอร์ผสมสาหร่ายผักกาดทะเล และคอลลาเจนผสมสาหร่ายผักกาดทะเล ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ขยายผลการพัฒนาของศูนย์ฯ จะมีนักวิชาการลงพื้นที่ ติดตาม และคอยให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตั้งแต่การแปรรูป การส่งเสริมการท่องเที่ยว ไปจนถึงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ การดำเนินงานเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังสร้างความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับชุมชน
ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรที่ต่อยอดการเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลประมาณ 6 กลุ่ม เช่น วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี วิสาหกิจชุมชนธนาคารบ้านปลา และธนาคารปู และกลุ่มแปรรูปหอยนางรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความเข้มแข็งที่ต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี เป็นต้นแบบความสำเร็จที่สามารถสร้างรายได้ก้าวกระโดด จากหลักแสนสู่หลักล้าน และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ รวมถึงเป็นจุดศึกษาดูงานที่มีคณะเข้ามาเยี่ยมชมกว่า 500 คณะต่อปี ต่อมาได้มีการขยายการผลิต นำผลผลิตมาแปรรูปเป็นสาหร่ายอบแห้ง และพัฒนาต่อเนื่องจนมีผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลายมากกว่า 10 รายการ เช่น สาหร่ายผักกาดทะเลตากแห้ง บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเลพร้อมผงปรุง 6 รสชาติ ผักม้วนสาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล เซรั่มบำรุงผิวหน้าผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล แชมพู ครีมนวดผม เจลอาบน้ำ โลชั่นบำรุงผิวกายผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นต้น
ในด้านการตลาด ผลิตภัณฑ์จากชุมชนได้รับการสนับสนุนให้จำหน่ายผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น ร้าน Fisherman Shop ของกรมประมง ร้านภัทรพัฒน์ และช่องทางออนไลน์โดยเน้นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยและผลักดันให้สินค้าทุกรายการได้รับมาตรฐาน อย. ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ศูนย์ฯ มีฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์คอยกำกับดูแลคุณภาพร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดอย่างใกล้ชิด
สำหรับแผนงานในอนาคต ศูนย์ฯ มุ่งหวังจะยกระดับสาหร่ายผักกาดทะเลให้เป็น Superfood และ Future Food ในระดับพรีเมียม โดยจะพัฒนาไปสู่กลุ่มอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่หลากหลาย
การดำเนินงานทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันของ 22 หน่วยงานที่ยึดถือ "ศาสตร์พระราชา" เป็นศูนย์กลาง เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นระบบและยั่งยืน