โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

PrimeStreet ขนนวัตกรรมยาจากอเมริกา ปักธงไทยฐานการวิจัยผลิตโรค ALS

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายวิฤทธิ์ วิจิตรวาทการ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน PrimeStreet Capital ผู้บริหารกองทุน Global Ventur ที่เน้นลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม เวลเนสและเฮลแคร์ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจระดับมหภาคและวงจรเทคโนโลยี ส่วนใหญ่จะเน้นไปยังเรื่อง Healthcare หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกันตามความต้องการของโครงสร้างประชากรในอนาคต โดยมี 4 เมกะเทรนด์หลักที่ PrimeStreet Capital มองว่าน่าสนใจ ได้แก่

1. Wellness and Longevity ที่เน้นเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว เนื่องจากข้อมูลประชากรโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Population) จะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่

2. Environment and Infrastructure การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง EV เพราะทรัพยากรน้ำมันมีจำกัดและคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

3. Food, Water and Agriculture การลงทุนในสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำและอาหาร และ

4. Impact Technology ที่มุ่งเน้นการใช้ AI ในฐานะเครื่องมือที่จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

โดย AI ถูกจัดเป็น Impact Technology ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจสูงมาก ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยาและสุขภาพ ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมในกลุ่ม Longevity และ Wellness ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการวิจัยยาและทางคลินิก ลดต้นทุนที่สูงในโครงการวิจัย สามารถช่วยวิเคราะห์ประวัติและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของคนไข้ตามที่บริษัทวิจัยยาต้องการได้ ทั้งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการดำเนินงาน

ถัดมาคือการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ในระบบการทำงาน การใช้ AI ในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ในระบบการทำงานปกติ เข้าไปปิดจุดรั่วไหลหรือข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงานที่คนไม่สามารถทำได้ และยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับประเทศ โดยนโยบาย AI Policy สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้ภาคธุรกิจด้านสุขภาพและยาของไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย

“เราเห็น Technology Cycle จากช่วง .com มาสู่ Mobile/Cloud และรอบนี้คือ AI ที่สามารถเข้ามาจับเรื่อง Healthcare ได้ และเมื่อดูจาก Data ของ Aging Population ในปี 2569 จะเห็นเทรนด์ของคนกลุ่ม Baby Boomer เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าเป็นตลาดสุขภาพที่ใหญ่มาก ส่วนคนรุ่นใหม่ Gen Alpha/Gen Z ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น”

ดังนั้น PrimeStreet Capital จึงเชื่อว่าประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงโลกสำหรับคนรุ่นถัดไปได้ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติของชาวต่างชาติต่อวงการ Venture Capital ของไทย ซึ่งมักจะถูกมองข้ามหรือขาดความเชื่อถือเมื่อออกไปสู่เวทีสากล

พร้อมใช้กลยุทธ์หลักดำเนินงานคือ “Inside Out, Outside In” ระดมทุนจากนักลงทุนในไทย ทั้งในกลุ่ม Family Office และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อนำเงินทุนนั้นออกไปลงทุนในนวัตกรรมระดับโลก และนำบริษัทหรือเทคโนโลยีที่กองทุนเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ กลับมาจับมือกับผู้ประกอบการในประเทศไทย

ทั้งนี้ PrimeStreet Capital ได้เข้าลงทุนในบริษัทจากอเมริกา เป็นบริษัทที่พัฒนายารักษาโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โดยเฉพาะ ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคความเสื่อมของระบบประสาทสั่งการ ที่ทำลายเซลล์ประสาทสมองและไขสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลีบลง ทำให้การเคี้ยว/กลืน/พูดลำบาก และหายใจติดขัด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

นายวิฤทธิ์ กล่าวว่า ในประเทศไทยพบผู้ป่วย ALS อยู่ในหลักพันราย (ประมาณ 2,000-3,000 คน) สถิติทั่วไปจะพบผู้ป่วย 3-5 คนต่อประชากร 1 แสนคน คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเติบโตขึ้นถึง 45% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Population) เพราะเมื่ออายุมากขึ้น โอกาสการอักเสบในร่างกายจะสูงขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของโรค

“อดีตอาจมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้และเสียชีวิตไป แต่ปัจจุบันไทยมีเทคโนโลยีการตรวจที่แม่นยำทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น และสามารถวางแผนนำนวัตกรรมจากต่างประเทศกลับมาลงทุนที่ไทยได้ใน 3 รูปแบบ คือ การเป็นฐานการผลิต, เป็นศูนย์วิจัยทางคลินิก และถือลิขสิทธิ์จำหน่ายยา ช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคนี้รวมถึงโรคเฉพาะทางอื่น ๆ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)”

ประเทศไทยมีศักยภาพและความได้เปรียบหลายด้านที่จะเป็นผู้นำในการรักษาโรค ALS ผ่านกลยุทธ์และการลงทุน โดยมีความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) มีบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและค่ารักษาที่แข่งขันได้ เป็นรากฐานที่ดีในการดึงดูดผู้ป่วยจากต่างประเทศมาเข้ารับการรักษาเฉพาะทาง หากการวิจัยเป็นไปตามแผนจะช่วยผลักดันให้ไทยกลายเป็น Hub ของการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune) อื่น ๆ ในอนาคต

ตามแผนงานที่ PrimeStreet Capital วางไว้คาดว่าจะสามารถเริ่มการวิจัยทางคลินิกโรค ALS ในประเทศไทย รับคนไข้รายแรกได้ในช่วงปลายปี 2569-2670 ถัดไปในปี 2571 คาดหวังว่าอยากเห็นการรักษาจริง รวมถึงการผลิตและจำหน่ายยาอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม อยากเห็นนโยบายรัฐบาลกับเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของเอเชีย โดยมุ่งเน้นใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และค่ารักษาที่คุ้มค่า สนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตยาและนวัตกรรมทางการแพทย์ เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยาที่เป็นนวัตกรรมขั้นสูงมากกว่าแค่สินค้าพื้นฐาน

ทั้งพัฒนาปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับให้กองทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศให้ง่ายขึ้น พัฒนาระบบ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และกระบวนการคิดค้นยา ให้รวดเร็วและเข้มแข็งขึ้น เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลกเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่อสร้างฐานความรู้ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...