3 แบงก์ใหญ่เกาะติดสงคราม ปรับแผนธุรกิจ-ประคองลูกค้าฝ่าวิกฤต
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อมากว่า 1 เดือนแล้ว ราคาพลังงานพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณเจรจายุติการสู้รบ ทว่าโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานที่ถูกถล่มไปก็น่าจะทำให้ราคาพลังงานทรงตัวระดับสูงไปอีกนาน ขณะที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยกลับสู่ขาขึ้นอีกครั้ง และแน่นอนว่าการทำธุรกิจนับจากนี้ยิ่งทวีความยากลำบากมากขึ้นแน่นอน
“กรุงไทย” ชี้ทุกคน “ช็อก”
โดยในมุมของสถาบันการเงินที่มีลูกค้าที่จะได้รับผลกระทบนั้น “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง ทุกคนอยู่ในโหมด “ช็อก” ทำให้การประเมินผลกระทบในแง่ตัวเลขตอนนี้อาจจะเร็วเกินไป แต่เชื่อว่ามีผลกระทบแน่นอน เพราะมีผลต่อต้นทุนต่าง ๆ ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเยียวยาอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของธนาคาร แต่เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ซึ่งวันนี้ทรัพยากรภาครัฐค่อนข้างมีจำกัด จึงจำเป็นต้องเลือกเฉพาะกลุ่มที่มีการปรับตัวได้จริง
ทั้งนี้ สถานการณ์ในปัจจุบันมีความซับซ้อน ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มก็มีการปรับตัวด้วยการหยุดการผลิตชั่วคราว หรือปิดกิจการลง เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ รวมถึงมีการลดจำนวนรถขนส่งในระบบ (Fleet) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
“ภาคธนาคารยังคงบทบาทหลักในการสนับสนุนและประคับประคองผู้ประกอบการและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของสภาพคล่องเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรการให้มีความลึกและยาวมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และธนาคารจำเป็นต้องประเมินความชัดเจนของสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาอย่างใกล้ชิด”
“ผยง” กล่าวว่า ในด้านการชำระหนี้ของลูกค้า ธนาคารได้ปรับโครงสร้างหนี้และมีมาตรการผ่อนปรนมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกลุ่มเปราะบาง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่เปราะบางอยู่เดิม แต่เจอผลกระทบซ้ำเติมจากปัจจัยลบใหม่ ๆ และ 2.กลุ่มที่เคยแข็งแกร่ง แต่ได้รับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่พุ่งสูง จนเริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบาง รวมถึงกลุ่มที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางธุรกิจใหม่ เนื่องจากโมเดลเดิมไม่สามารถสร้างกำไรได้แล้ว
“ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตที่จะลามไปทั่วทุกอุตสาหกรรม เพราะปีนี้ยังมีปัจจัยบวกในช่วงปลายปี จากท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมระดับโลก เช่น การประชุม Gastech การประชุมธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ในระยะสั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลกไปบ้าง ตามการประเมินของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่คาดว่าจะกระทบนักท่องเที่ยวราว 1 ล้านคน”
วางแผนธุรกิจระยะยาวยาก
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของธนาคารภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนั้น “ผยง” ยืนยันว่าหลักการดำเนินงานภายใต้แผนการรองรับการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับการสำรองหนี้สงสัยจะสูญยังคงทำต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าภายใต้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่มีแนวโน้มชะลอตัว และมีปัจจัยความเสี่ยงและความผันผวนเข้ามา เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่ออาจจะยากขึ้น
“สิ่งสำคัญคือเราต้องประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งหรือสงครามในระดับสากลจะลากยาวหรือจบลงโดยเร็ว เพราะจะสะท้อนถึงต้นทุนของผู้ผลิตและผู้ประกอบการโดยตรง หากเราไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ชัดเจนได้ การวางแผนธุรกิจในระยะยาวจะทำได้ยากมาก และจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเพื่อประคองตัวไปแบบวันต่อวันเท่านั้น”
แบงก์กรุงเทพพยุงลูกค้า
ขณะที่ “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ผ่านการเสริมสภาพคล่อง โดยสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพิ่ม ทั้งสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ถือเป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ จะทำให้ลูกค้าสามารถมีเงินทุนซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทาย
ทั้งนี้ การช่วยเหลือลูกค้า จะเน้นดูแลแบบรายกรณี (Case by Case) โดยให้ทีมงานเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เพื่อประเมินความต้องการที่แท้จริง เช่น ความต้องการเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น หรือความต้องการการสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจ ส่วนจะกระทบพอร์ตลูกค้าไหนบ้างนั้น ธนาคารยืนยันในการให้ความช่วยเหลือในทุกกลุ่ม
“พลังงานปรับเพิ่มขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายและต้นทุนของลูกค้าปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่ารัฐบาลพยายามออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อลดผลกระทบต่าง ๆ ไม่ให้หนักเกินไป”
ส่วนแผน BCP ปัจจุบันยังไม่ต้องปรับหรือเพิ่มแผนแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่ายังสามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ ปัจจุบัน Coverage Ratio อยู่ที่ระดับ 180% ถือเป็นระดับที่สูง เพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
“ธนาคารเชื่อมั่นว่าความพร้อมที่เตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า ทั้งเงินกองทุน หรือสำรองหนี้สูญต่าง ๆ จะมีเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ รวมถึงต้องมีการประเมินเป็นระยะ ๆ และคุยกับลูกค้าว่ามีความต้องการอะไร เพื่อพยุงให้เขาผ่านสถานการณ์นี้ไปได้”
“SCBX” ชะลอลงทุนที่ไม่จำเป็น
ด้าน “อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCBX มีการปรับตัวและแผนธุรกิจ โดยให้น้ำหนักในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก และเป้าหมายการเติบโตธุรกิจเป็นเรื่องรอง โดยดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังและรอบคอบ เน้นย้ำทุกภาคส่วนว่า “อย่าทำงานแบบปฏิเสธแบบเหมาเข่ง หรือบุกแบบเหมาเข่ง” อาจจะต้องเลือกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ในเรื่องการลงทุน หรือการใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น หากไม่มีความจำเป็นก็คงต้องชะลอแผนไปก่อน หรือการให้สินเชื่อบางอย่างต้องชะลอหรือหยุด เช่น ลูกค้าบุคคลอาจจะขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย หรือรถยนต์ หากเป็นลูกค้ากลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต้องพิจารณา เพราะธนาคารไม่สามารถรู้ว่าอีก 2-3 เดือนจะเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับคุณภาพสินทรัพย์จะต้องรอดูสถานการณ์ว่าจะขยายวงกว้างมากน้อยขนาดไหน หรือกระทบแค่ระยะสั้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม
สำหรับการพิจารณาดูแลช่วยเหลือลูกค้า จะช่วยเหลือเป็นรายกรณี แต่ต้องรวดเร็วและลึก เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมีหลายส่วน เช่น การท่องเที่ยวไม่ได้รับผลกระทบหมด อาจกระทบนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long Haul) ที่ยอดจองปรับลดลง หรือการส่งออก ซึ่งมีหลายอุตสาหกรรม และบางอย่างสามารถส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ทำให้ผลกระทบไม่เหมือนกัน
“วันนี้เราลงไปดูไปช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งวันนี้แตกต่างจากการระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลประกาศให้สามารถหยุดจ้างได้ชั่วคราว แต่วันนี้ไม่ใช่ เราคงทำได้แต่ “ผ่อนผันหรือยืดหยุ่น” ไม่ให้ลูกค้าบีบรัดจนเกินไป และในส่วนของ SCBX เอง เราก็ต้องปรับแผนปรับธุรกิจ ไม่เน้นว่าต้องทำให้ได้เป้าหมาย โดยไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในกองไฟ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 แบงก์ใหญ่เกาะติดสงคราม ปรับแผนธุรกิจ-ประคองลูกค้าฝ่าวิกฤต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net