โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สธ.เตือน PM2.5 พุ่ง 41 จังหวัด เปิดศูนย์ฉุกเฉิน 12 พื้นที่ ฝุ่นวิกฤตเหนือ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของไทยกลับเข้าสู่ภาวะน่ากังวลอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีระดับฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง และมีแนวโน้มลุกลามเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจในภาพรวม

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศล่าสุด พบค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 41 จังหวัด โดยมีถึง 32 จังหวัดที่เผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องเกิน 3 วัน สะท้อนถึงปัญหาการสะสมของมลพิษที่ยืดเยื้อ

จังหวัดในภาคเหนือยังคงเป็นพื้นที่วิกฤต โดยเฉพาะเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และน่าน ที่มีค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน บางพื้นที่ยืนระดับสีแดงยาวนานกว่า 10 วัน สะท้อนถึงปัญหาการสะสมของมลพิษที่เกินกว่าศักยภาพการระบายอากาศ ประกอบกับจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการรับมือด้วยการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ใน 12 จังหวัด เพื่อเร่งบริหารจัดการและลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

ในเชิงปฏิบัติ มีการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงสีแดงแล้วกว่า 29,000 คน ครอบคลุม 75 อำเภอ พร้อมสำรองหน้ากากอนามัยกว่า 1.7 ล้านชิ้น และหน้ากาก N95 อีกกว่า 180,000 ชิ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน หน่วยบริการสาธารณสุขยังเร่งติดตามข้อมูลผู้ป่วยผ่านระบบสารสนเทศโรงพยาบาล เพื่อประเมินผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่

  • ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด
  • ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติในการเร่งรัดจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น มุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์
  • ดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่
  • สื่อสารประชาสัมพันธ์ในประเด็นที่สังคมกังวล ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงผ่านทุกช่องทาง และใช้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
  • ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกันไฟของโรงพยาบาลกลุ่มเสี่ยง 35 แห่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยบริการ
  • รวบรวมสรุปสถานการณ์ การดำเนินงาน และการดูแลประชาชน การเตรียมพร้อมด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อสาธารณะ
  • ให้ศูนย์วิชาการในเขต ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคและศูนย์อนามัย ดูแลให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่
  • บริหารจัดการทรัพยากรแบบเครือข่าย One Region One Hospital โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ บริหารจัดการหรือสนับสนุนอุปกรณ์ระหว่างจังหวัดภายในเขต เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน
  • ปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ให้แสดงผลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อวางแผนและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...