โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ธ.ก.ส.’เตรียมชงบอร์ดเคาะ ลุยสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘ธ.ก.ส.’ เตรียมขีดเส้น 30 เม.ย. นี้ ชงบอร์ดสั่งลุยโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยบรรเทาผลกระทบจากน้ำมันผันผวน หนุนลดต้นทุนปุ๋ย-ปัจจัยการผลิต ชูดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี กู้สูงสุดรายละไม่เกิน 1 แสนบาท

23 เม.ย. 2569 - นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) จะมีการพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยนำเงินไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิต บรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสถานการณ์โลก

โดยหลักการ รัฐบาลจะช่วยชำระดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 6% ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน นับถัดจากวันรับเงินกู้และไม่เกินวันที่ 30 เม.ย. 2572

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง มีดังนี้ 1.ต้องผ่านการอบรม หรือ เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น 2.ใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด

3.ใช้พันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนดและจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด 4. สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนดโดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก

ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเกษตรมากน้อยแค่ไหนนั้น นายฉัตรชัย ระบุว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรรายย่อย การใช้น้ำมันอาจไม่ได้มากนัก เวลากระทบ ต้องพิจารณาว่ากระทบจากน้ำมันตรง หรือกระทบเพราะน้ำมันขึ้นและทำให้อย่างอื่นขึ้นตาม โดยเฉลี่ยเกษตรกร 20 ไร่ อาจจะกระทบน้ำมันไม่ได้มากนักสำหรับโดยตรง แต่จะกระทบอย่างอื่น เช่น อาจทำให้ค่าแรงขึ้น หรืออื่น ๆ เป็นต้น

“สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการคือเอาแม่ปุ๋ยเข้ามา และให้สหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของดิน หรือ ปุ๋ยสั่งตัด อยู่ที่ว่าการทำแม่ปุ๋ยเข้ามา เชื่อว่าจะถูกกว่าปุ๋ยถุงแน่นอน แต่ทั้งนี้ กลไกการนำเข้ามานั้นเอาเข้ามาด้วยราคาเท่าไหร่ เพราะตอนนี้มี 2 ประเด็น คือ ปุ๋ยขาด กับปุ๋ยแพง” นายฉัตรชัย กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) แม้ไม่มีสงครามก็ต้องยอมรับว่า เกษตรกรไทยมีความเปราะบาง โดยวันนี้ไม่มีใครประเมินสถานการณ์ได้ และเกษตรกรมีความเปราะบางอยู่แล้ว ทั้งภัยธรรมชาติ สินค้าเกษตร ต้นทุน มีหลายปัจจัย โดยปัจจุบัน ธนาคารมีการกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญถึง 400% โดยปัจจุบัน NPL ณ สิ้นปีอยู่ที่ 6.88% ซึ่งยังคงรับได้ ทั้งในเรื่องการกันสำรองและความเชื่อมั่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...