โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รถหลวง-อดีตทหาร-รับจ้างฆ่า’ เบื้องลึกคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เมื่อทรัพยากรรัฐตกเป็นเครื่องมือสังหาร..กฎหมายจะเอื้อมถึง ‘คนสั่งการ’ ได้?

THE STANDARD

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 13.05 น. • thestandard.co
‘รถหลวง-อดีตทหาร-รับจ้างฆ่า’ เบื้องลึกคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เมื่อทรัพยากรรัฐตกเป็นเครื่องมือสังหาร..กฎหมายจะเอื้อมถึง ‘คนสั่งการ’ ได้?

แม้ตำรวจจะสามารถรวบตัวทีมปฏิบัติการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ได้ครบทั้ง 5 คน แต่คดีนี้กลับทิ้งปริศนาและร่องรอยความไม่สมเหตุสมผลไว้มากมาย ตั้งแต่การรวมตัวของอดีตทหารที่ผันตัวมาเป็นมือปืนรับจ้าง การใช้เส้นสายดึงทรัพยากรรัฐมาเป็นเครื่องมือสังหาร ไปจนถึงปมความสัมพันธ์ที่มือปืนไม่เคยรู้จักกับเหยื่อมาก่อน

ประเด็นสำคัญ

  • 5 ผู้ต้องหา และโครงข่ายความสัมพันธ์ ‘คนกันเอง’
  • 4 คำถามคาใจสังคม หลังทลายเครือข่ายมือปืน

สแกนเครือข่ายความมั่นคงที่หละหลวม เปิด 4 คำถามคาใจสังคมที่กำลังท้าทายอำนาจรัฐว่า กฎหมายไทยจะเอื้อมถึง ‘ผู้บงการตัวจริง’ ได้จริงหรือ?

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 20 มีนาคม 2569 ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามลอบยิงรถของ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนราธิวาส สังกัดพรรคประชาชาติ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหน้าบ้านพักของกมลศักดิ์ ริมถนนเพชรเกษม อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แม้ตัว สส.กมลศักดิ์ จะรอดชีวิตมาได้ แต่เหตุการณ์นี้ส่งผลให้คนขับรถและเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากพยานหลักฐานและการสืบสวนแกะรอยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำไปสู่การค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ นั่นคือ รถยนต์ที่กลุ่มคนร้ายใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ ซึ่งพบว่าเป็นรถยนต์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยราชการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส

โดยหลังก่อเหตุ กลุ่มคนร้ายได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจัดการชำแหละเพื่อทำลายหลักฐาน ลบหมายเลขแชสซี และทำการแยกโครงเหล็ก ที่ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในพื้นที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

รูปแบบการลงมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูงมาก เนื่องจากเป็นการรวมตัวของกลุ่มอดีตกำลังพลที่มีทักษะทางด้านรบพิเศษ โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน ประกอบไปด้วย ทีมสะกดรอย ทีมชี้เป้า และทีมสังหาร

5 ผู้ต้องหา และโครงข่ายความสัมพันธ์ ‘คนกันเอง’

เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมขบวนการได้ทั้ง 5 คน

  • สมพร ลังเดช (หมวดพร): อดีตทหารสังกัดนาวิกโยธิน รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน จัดเตรียมแผนการ และชี้เป้าหมาย
  • อลาวี อาแว: รับหน้าที่เป็นคนขับรถที่ใช้ในการก่อเหตุ
  • สุนทร พรหมภักดี: เจ้าของอู่รถที่รับหน้าที่ชำแหละและแยกชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อทำลายพยานหลักฐาน
  • ธนภัทร วัฒนภิญโญ: อดีตทหารพราน รับหน้าที่เป็นมือปืนสังหาร
  • ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี: อดีตทหารสังกัดนาวิกโยธิน รับหน้าที่เป็นมือปืนสังหาร ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสุดท้ายที่ถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวได้บริเวณช่องทางธรรมชาติ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในขณะที่กำลังเตรียมตัวหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อข้ามไปยังประเทศเมียนมา

มีรายงานว่าความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ต้องหาชุดนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดและซับซ้อน ทั้งในมิติของเครือข่ายอดีตกำลังพลทางทหาร และความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว

สมาชิกหลักของทีมสังหารชุดนี้ล้วนมีภูมิหลังด้านการทหารในระดับผู้เชี่ยวชาญ โดย ร.อ.วิโรจน์ และ สมพร (หมวดพร) ต่างก็เป็นอดีตทหารในสังกัดนาวิกโยธินด้วยกัน ในขณะที่ธนภัทรเป็นอดีตทหารพราน

ร.อ.วิโรจน์ และ สมพร ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก โดยหลังจากที่ ร.อ.วิโรจน์ ลาออกจากราชการทหาร และไปปฏิบัติงานร่วมกับสหประชาชาติ (UN) เป็นเวลายาวนานถึง 16 ปี เมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยและเผชิญกับปัญหาการว่างงาน ร.อ.วิโรจน์ จึงได้เข้ามาพักอาศัยอยู่ร่วมกับสมพร และผ่านสมพรนี่เอง ที่ทำให้ ร.อ.วิโรจน์ ได้รับการชักชวนหรือรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างวานสังหารในครั้งนี้

สมพร และ สุนทร (เจ้าของอู่) ทั้งคู่รู้จักมักคุ้นกันมายาวนานกว่า 20 ปี ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อกัน ทำให้สมพรเลือกที่จะใช้บริการอู่ซ่อมรถของสุนทร โดยหลังจากก่อเหตุลอบยิงเพียง 1 ชั่วโมง สมพรได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สั่งให้สุนทรเตรียมตัวรับรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุไปเก็บซ่อน ก่อนที่จะสั่งการให้ทำการชำแหละเพื่อทำลายหลักฐานในเวลาต่อมา

กลุ่มผู้ต้องหาแก๊งนี้ยังมีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ซึ่ง ร.อ.วิโรจน์ ได้ให้การยอมรับว่า เป็นผู้ดำเนินการยืมรถยนต์ของ กอ.รมน. เพื่อนำมาใช้ในการก่อเหตุ โดยยืมผ่านทาง น.อ.มนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่รับผิดชอบดูแลรถยนต์ของหน่วยงานดังกล่าว

ด้วยรูปแบบความสัมพันธ์ในลักษณะเครือข่ายคนกันเอง ตั้งแต่ทีมมือปืน ทีมทำลายหลักฐาน ไปจนถึงเส้นสายในการยืมรถยนต์ของทางราชการ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ก่อเหตุไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวใดๆ กับเหยื่อ ทำให้ทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นตรงกันว่า คดีนี้คือการรวมศูนย์ทักษะของบรรดาอดีตนักรบเพื่อรับงาน จ้างวานฆ่า โดยมีผู้บงการรายใหญ่อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ความคืบหน้าล่าสุดในวันนี้ (23 เมษายน) ร.อ.วิโรจน์ ได้ให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงจริง โดยได้รับงานนี้มาจากสมพร อย่างไรก็ตาม ร.อ.วิโรจน์ ได้กล่าวอ้างว่า เมื่อถึงจังหวะที่ต้องลงมือ ตนเองเกิดความลังเลใจ จึงตัดสินใจเบี่ยงวิถีกระสุนสาดใส่ไปที่บริเวณหน้ารถเพียงเพื่อหวังข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว โดยไม่ได้ประสงค์ถึงชีวิต

แต่คำสารภาพดังกล่าว ตำรวจยังคงไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีจุดขัดแย้งกับพยานหลักฐานหลายประการ

  • คำให้การของ ร.อ.วิโรจน์ มีความขัดแย้งกับพยานหลักฐาน รวมไปถึงคำให้การของกลุ่มผู้ต้องหาคนอื่นๆ ในทีมเดียวกันที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ก่อนหน้านี้ 

  • รูปแบบการทำงานของกลุ่มคนร้ายมีการวางแผนที่เป็นระบบระเบียบสูงมาก เทียบเท่าได้กับระดับมืออาชีพ มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งทีมสะกดรอย ทีมชี้เป้า และทีมสังหารซึ่งล้วนมีทักษะการใช้อาวุธในระดับผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการล่วงหน้าด้วยการยืมรถยนต์ของหน่วยงาน กอ.รมน. มาใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุถึง 3 ครั้ง ซึ่งค้านกับข้ออ้างที่ว่าทำไปเพียงเพื่อข่มขู่
  • หากจุดประสงค์เป็นเพียงการยิงข่มขู่ กระบวนการจัดการหลังก่อเหตุก็ไม่ควรจะมีความซับซ้อนมากนัก แต่ในคดีนี้กลับพบว่า มีการสั่งการให้นำรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุไปทำการชำแหละเพื่อทำลายหลักฐาน ทั้งการลบหมายเลขแชสซี และการแยกชิ้นส่วนโครงเหล็กอย่างรัดกุมและเป็นไปตามขั้นตอน 


ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประเมินว่า เจตนาที่แท้จริงของผู้ก่อเหตุ ตลอดจนผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง มีความมุ่งหมายที่รุนแรงถึงขั้นเอาชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงแค่การข่มขู่ตามที่ ร.อ.วิโรจน์ กล่าวอ้าง

ทางด้าน วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่างเชื่อมั่นว่าคดีนี้ต้องมีผู้บงการ หรือผู้จ้างวานรายใหญ่อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน เพราะ สส.กมลศักดิ์ ไม่เคยรู้จักกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คนนี้มาก่อน โดยขณะนี้ พนักงานสอบสวนกำลังเร่งขยายผลเพื่อค้นหาแรงจูงใจ และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสาวให้ถึงตัวผู้บงการต่อไป

4 คำถามคาใจสังคม หลังทลายเครือข่ายมือปืน

แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถปิดจ๊อบจับกุมผู้ต้องหาในทีมปฏิบัติการได้ครบทั้ง 5 คน ทว่าสังคมยังคงมีข้อสงสัยและตั้งคำถามตัวโตๆ ในหลายประเด็นสำคัญ

  • ใครคือผู้บงการตัวจริง? เนื่องจาก สส.กมลศักดิ์ ไม่เคยรู้จักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุมาก่อน คดีนี้จึงมีลักษณะของการรับจ้างวานฆ่าอย่างชัดเจน สังคมจึงตั้งคำถามว่า ใครคือ ผู้บงการ หรือ ตอใหญ่ ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์อุกอาจนี้ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ยังคงขยายผลไปไม่ถึงตัวผู้จ้างวานรายดังกล่าว
  • ความเกี่ยวข้องและช่องโหว่ของหน่วยงานรัฐ (กอ.รมน.) การที่กลุ่มคนร้ายสามารถนำรถยนต์ของหน่วยราชการอย่าง กอ.รมน. มาใช้ในการก่อเหตุได้นั้น ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นอย่างมาก สังคมต่างตั้งข้อสงสัยว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ความร่วมมือหรือให้การสนับสนุนการก่อเหตุในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ และทรัพยากรของรัฐที่ควรมีไว้เพื่อดูแลความมั่นคง กลับถูกนำมาใช้เพื่อประทุษร้ายประชาชนเสียเอง
  • มูลเหตุจูงใจที่แท้จริงคืออะไร? แม้ผู้ต้องหาจะพยายามให้การในลักษณะเบี่ยงเบนประเด็น แต่ด้วยรูปแบบการทำงานที่เป็นระบบในระดับมืออาชีพ ทำให้สังคมเกิดข้อกังขาว่ามูลเหตุที่แท้จริงของการลอบสังหารคืออะไรกันแน่ มีความสงสัยว่า อาจเป็นเพราะบทบาทการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของ สส.กมลศักดิ์ เข้าไปขัดผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรืออาจมีนัยแอบแฝงทางการเมือง ตลอดจนความขัดแย้งเชิงนโยบายในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้
  • ระบบการควบคุมดูแลอดีตกำลังพลทหาร สังคมเกิดข้อสงสัยอย่างหนักเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการอดีตทหารและกองกำลังรบพิเศษ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีความเชี่ยวชาญด้านอาวุธในระดับสูง ว่าระบบมีช่องโหว่ตรงจุดใด จึงทำให้คนกลุ่มนี้สามารถผันตัวมาเป็นมือปืนรับจ้าง ได้ ประเด็นนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะว่า กองทัพมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการในการบริหารจัดการ หรือมีระบบรองรับอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม (DDR) เพื่อใช้ในการกำกับดูแลอดีตกำลังพลเหล่านี้ ไม่ให้ตกหล่นไปอยู่ในโครงข่ายของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในอนาคต
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...