โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

BTS พร้อมเจรจารัฐพฤษภาคม ซื้อคืนสัมปทานต้องยึดสัญญา

ทันหุ้น

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 15.10 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 19.30 น.

#BTS #ทันหุ้น – BTS พร้อมเจรจารัฐซื้อคืนสัมปทานเดินรถ ยึดเกณฑ์ที่ระบุในสัญญาสัมปทานเป็นบรรทัดฐาน ย้ำราคาต้องเหมาะสม ทั้งยังต้องพิจารณาอัตราค่าจ้างงาน O&M และสิทธิ์การบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ มั่นใจร่วมลงทุนโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทุนโครงการในอนาคต ด้านนักวิเคราะห์ฟันธง BTS ได้ประโยชน์จาการตัดความเสี่ยงโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู – เหลือง จับตากรอบวงเงินซื้อที่ที่ปรับลดลง แนะ “ซื้อ” ทั้ง BTS BEM

จากกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ากระทรวงคมนาคมมีแผนเดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเป็นระบบเจ้าของรายเดียว(Single Ownership)โดยโอนรถไฟฟ้าทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารในโครงสร้างเดียวกัน และเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมให้ประชาชนใช้บัตรEMV Contactless ใบเดียวในการเดินทางครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสาร

โดยกรอบการเจรจาจะใช้วิธีปรับสัญญาเป็น PPP Gross Cost เพื่อให้รัฐถือครองสิทธิสัมปทาน ขณะที่เอกชนยังคงมีบทบาทเป็นผู้ให้บริการเดินรถตามระยะเวลาสัญญาเดิม และสามารถนำสัญญาใหม่ไปใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์และสัญญาการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ภายใต้สัมปทานของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในกรอบวงเงินกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการเจรจาปรับโครงสร้างสัมปทานภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการระบบตั๋วร่วมได้ในปี 2570

BTSพร้อมเจรจา

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา ผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจ MOVE บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า ภาคเอกชนยินดีสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและพร้อมรับฟังเงื่อนไขการซื้อคืนที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ โดยสัญญาสัมปทานของ BTS Group ประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก (ช่วงหมอชิต – อ่อนนุช และ สนามกีฬาแห่งชาติ – วงเวียนใหญ่) ซึ่งสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2572, โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง ระยะเวลาสัมปทานประมาณ 28 ปี

“สีเขียวน่าจะเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 2-3 ปีส่วนชมพู – เหลืองน่าจะเหลือเกือบเต็มสัญญาสัมปทาน 30 ปี เนื่องจากเพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 2 ปี ซึ่งการขายคืนสัมปทานข้อดีคือช่วยลดความเสี่ยงโดยเปลี่ยนมารับรายได้ที่มั่นคงจากการจ้างเดินรถแทน แต่รายได้อาจจะน้อยลงกว่าเดิม และโอกาสในการสร้างกำไร (Opportunity) จะจำกัดอยู่เพียงแค่ค่าจ้างบริหารเท่านั้น”

ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายใหม่ๆ เช่น สายสีน้ำตาล หรือส่วนต่อขยายอื่นๆ จะต้องใช้รูปแบบ Gross Cost ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับการคุมราคาค่าโดยสารของรัฐบาล ดังนั้นกรอบการพิจารณาจะยึดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานเป็นหลัก อาทิ ราคาที่รัฐจะซื้อคืนสัมปทาน, การคำนวณค่าโยธา (Civil Works) ส่วนที่ยังเหลืออยู่, อัตราค่าจ้างบริหารและซ่อมบำรุง (O&M) ที่จะได้รับ, สิทธิในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสถานี

“ที่จริงรายละเอียดบางส่วนมีกำหนดวิธีคิดอยู่ในสัญญาอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานหลักในการประเมินมูลค่าที่รัฐบาลต้องจ่ายคืนให้แก่เอกชน ค่าจ้างบริหารและเดินรถ (O&M Fee) : เมื่อเปลี่ยนจากระบบ Net Cost เป็น Gross Cost จะต้องมีการประเมินอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมซึ่งเอกชนจะได้รับในฐานะผู้รับจ้างเดินรถ มูลค่างานโยธาที่เหลืออยู่ มูลค่าของการบริหารพื้นที่ร้านค้าและโฆษณาภายในสถานี ซึ่งก็ต้องเข้าไปฟังเงื่อนไข”

แนะ ซื้อBTS BEM

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หากเกิดการซื้อคืนสัมปทานขึ้นจริง คาดว่าวงเงินกระทรวงคมนาคมจะจ่ายสำหรับการซื้อคืนสัมปทานคือ 2 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมากจากจำนวนที่เคยเป็นข่าวในปี 2568 ที่ 5 แสนล้านบาท และยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลต้องการปรับลดวงเงินซื้อคืนสัมปทานในรถไฟฟ้าสายไหน หาก BEM หรือ BTS ไม่ได้รับค่าชดเชยที่เพียงพอเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจริงรวมถึงค่าเสียโอกาส สิ่งนี้จะยิ่งทำให้การเจรจาซื้อคืนยากลำบากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีการซื้อคืนสัมปทาน BTS จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากกว่า เนื่องจากคาดว่าสายสีชมพูและสีเหลืองจะบันทึกผลขาดทุนมากถึง 1.6 พันล้านบาท ในปี 2569 ดังนั้นการขายสินทรัพย์เหล่านี้ออกไปจะทำให้ BTS กลับมามีกำไรอีกครั้ง

ส่วน BEM จะไม่ได้เสียประโยชน์จากนโยบายนี้ เนื่องจากดูเหมือนว่าบริษัทจะยอมสละสายสีน้ำเงินและสีส้มที่มีกำไร แต่กระบวนการตกลงมูลค่าของสายสีน้ำเงินอาจต้องใช้เวลา

เนื่องจากนโยบายในการลดค่าโดยสารที่ยังไม่มีความแน่นอน เรายังคงอ้างอิงตามการดำเนินงานในปัจจุบัน จึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ BEM ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% YoY 2569 ในขณะที่ BTS คาดว่าจะยังคงขาดทุน โดยถูกฉุดจากเส้นทางขาดทุนสองสายคือสีชมพูและสีเหลือง รวมถึงส่วนแบ่งผลขาดทุนจากอาคารแห่งใหม่ใกล้สถานีหมอชิต แนะนำ“ซื้อ” ทั้ง BEM ราคาเหมาะสม 8.20 บาทและBTS ราคาเหมาะสม 4 บาท จากมูลค่าหุ้นที่ถูกมาก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...