โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ สงครามอุปทานเขย่าโลก

เดลินิวส์

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 14.48 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 07.32 น. • เดลินิวส์
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมทั่วโลก บัดนี้กลับกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เปราะบางที่สุด ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น การปิดเส้นทางนี้ ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นถึงความพึ่งพาอาศัยกันของห่วงโซ่อุปทานโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพง ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกไปตลอดกาล

การปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณี "การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก" ตามการระบุขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

การปิดช่องแคบทำให้ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) หายไปจากตลาดโลกประมาณ 20% ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทำสถิติพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,855.60 บาท) ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งปุ๋ยเคมีมากกว่า 30% ของโลก รวมถึงปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยแอมโมเนีย ราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรทั่วโลก ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาอาหารในอนาคต และมีความเสี่ยงต่อปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ถึงขั้นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่าอาจเกิด "วิกฤติความหิวโหยระดับสูงสุด" ในพื้นที่เปราะบาง

สำหรับกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านกับอิหร่าน ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 80% ของปริมาณที่บริโภคภายในประเทศ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดภาวะฉุกเฉินด้านอุปทานอาหาร ทำให้ราคาอาหารในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นถึง 40-120% และร้านค้าปลีกต้องใช้การขนส่งทางอากาศเพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นแทน ซึ่งเป็นต้นทุนที่มหาศาล

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เช่น แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และเมทิลแอลกอฮอล์ ไม่สามารถขนส่งได้ ห่วงโซ่การผลิตพลาสติกทั่วโลกชะงักงัน โรงงานในเอเชียลดกำลังการผลิต ราคาผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 30%

นอกจากนี้ 50% ของกำมะถันโลกขนส่งผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมกรดซัลฟิวริกและปุ๋ย และประมาณ 1 ใน 3 ของฮีเลียมโลกมาจากกาตาร์ ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ

วิกฤติที่ยืดเยื้อครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานหน้าปั๊มเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือน "โดมิโน" ที่เขย่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกในทุกมิติ ทุกฝ่ายต่างจับตาดูท่าทีของสหรัฐและอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกการตัดสินใจจะเป็นตัวกำหนดว่า โลกต้องแบกรับความสูญเสียจาก "สงครามแห่งอุปทาน" ครั้งนี้ไปอีกนานเพียงใด.

ทีมข่าวต่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...