ธ.ก.ส. เตรียมชงบอร์ดอนุมัติ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” 30 เม.ย. นี้ วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบ.
ธ.ก.ส. เตรียมชงบอร์ด 30 เม.ย. 2569 อนุมัติ โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท ให้กู้สูงสุด รายละ 1 แสนบาท รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ย 3%
23 เม.ย. 2569 - นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. พร้อมเดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 โดยเป็นการใช้วงเงินตามมาตรา 28 จากโครงการ ชุมชนสร้างไทยเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2568
โดยวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่เกษตรแม่นยำ(Precision Farming)และเพื่อแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกรรายย่อย
โดย ธ.ก.ส. วางกรอบวงเงินสินเชื่อปีละ 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกร กำหนดวงเงินให้กู้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท คำนวณจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยไร่ละ 5,000 บาท ครอบคลุมค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และค่าแรงรองรับพื้นที่ทำการเกษตรได้ประมาณ 20 ไร่ต่อราย
ทั้งนี้ภายใต้โครงการดังกล่าวเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% โดยรัฐบาลช่วยสมทบอีก 3% และ ธ.ก.ส. รับภาระส่วนต่างอีกประมาณ 0.4% จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 6%
อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องดำเนินการตามเงื่อนไข เช่น ต้องผ่านหลักสูตร (Upskill/Reskill) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับ ธ.ก.ส. กำหนด ใช้ปุ๋ยที่ตรงกับสภาพดิน โดยกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ดินในแต่ละภูมิภาค เพื่อผสมแม่ปุ๋ย (NPK) ให้เหมาะสม แทนการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จรูปทั่วไป และ ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง (Certify) จากกระทรวงเกษตรและ ธ.ก.ส. เป็นต้น
โดยเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการให้คณะกรรมการ ธ.ก.ส. (บอร์ด) เห็นชอบ ในวันที่ 30 เม.ย. 2569 หากบอร์ดมีมติอนุมัติเกษตรกรที่ผ่านเงื่อนไขจะสามารถเริ่มเข้าร่วมโครงการได้ทันที
“การบริหารจัดการปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้จัดหาแม่ปุ๋ยเข้ามาผ่านทางสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศเพื่อควบคุมราคาและคุณภาพ โดยมีกรมการค้าภายในเป็นผู้กำกับดูแลราคา เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับราคาในช่วงดำเนินโครงการ”
นายฉัตรชัย เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้( NPL )ณ สิ้นปีบัญชี 2568 อยู่ที่ 6.88% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5.23% โดยเป็นผลมาจากเกษตรกรได้รับผลกระทบจากทั้งภัยธรรมชาติ และความผันผวนของราคาสินค้ารวมถึงต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส. ได้ตั้งสำรองหนี้สูญไว้สูงกว่า 400%
โดยในด้านบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ ธ.ก.ส. ไม่มีนโยบายขายหนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เนื่องจากไม่ต้องการยึดที่ดินทำมาหากินของเกษตรกร
“ลูกค้าของธ.ก.ส. แตกต่างจากธนาคารอื่นเพราะเป็นลูกค้าเกษตรกร ดังนั้นการขายหนี้เปรียบเสมือนการขายที่ทำกินของเกษตรกรซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาวทำให้เกษตรกรไม่มีที่ดินสำหรับประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไป”
ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร เช่น มาตรการจ่ายดอกเบี้ย 30% ส่วนอีก 70% ที่เหลือให้ค้างไว้ก่อนและขยายเวลาให้ 1 ปี หากยังไม่ไหวก็สามารถขยายเวลาออกไปได้อีก
สำหรับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปีบัญชี 69/70 ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตในภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท และนอกภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความสมดุล โดยจะนำรายได้จากกลุ่มนอกภาคเกษตรมาช่วยสนับสนุนภารกิจเชิงนโยบายในภาคการเกษตร ทั้งนีั ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง อยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนปล่อยใหม่ต่อปีประมาณ 7-8 แสนล้านบาท