บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ส่ง LHLONGEVITY ลงทุนหุ้นนวัตกรรมรักษาโรคมะเร็ง
บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ออก กองทุน LHLONGEVITY ลงทุนหุ้นกลุ่มนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็ง เปิดจองซื้อ 19–26 มี.ค. ชี้ผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ควบคู่มูลค่าตลาดยารักษามะเร็งขยายตัวอย่างรวดเร็ว
วันที่ 16 มี.ค.2569 นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) เปิดเผยว่าบริษัทมองเห็นโอกาสในธีม Longevity ในฐานะธีมการลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาวของโลกยุคใหม่ จากการที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) แม้อายุขัยเฉลี่ยของประชากรจะยืนยาวขึ้น แต่ช่วงปลายชีวิตของคนจำนวนมากกลับต้องเผชิญกับโรคเรื้อรังและภาวะสุขภาพที่ถดถอย
ดังนั้นการมีชีวิตที่ยืนยาวจึงต้องเป็นลักษณะการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพซึ่งจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อโลกสามารถยกระดับประสิทธิภาพในการรับมือกับโรคร้ายสำคัญได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยมะเร็งกว่า 70% ถูกวินิจฉัยหลังอายุ 60 ปี ด้วยเหตุนี้ Oncology หรือ กลุ่มนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็ง จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะทำให้แนวคิด Longevity เกิดขึ้นได้จริงในเชิงระบบ
ในมุมมองของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธีม Longevity มีความน่าสนใจผ่าน Oncology มากขึ้นจาก 3 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ประการแรก โครงสร้างของตลาด Oncology ที่แข็งแกร่งในระยะยาว จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ควบคู่กับมูลค่าตลาดยารักษามะเร็งที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงฐานรายได้ของอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว และทำให้ Oncology มีความสำคัญเชิงโครงสร้างต่อระบบสุขภาพโลก
ประการที่สอง คือ Innovation Catalyst โดยปัจจุบัน Oncology ถือเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยา และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนใน clinical pipeline สูงที่สุดของโลก ขณะเดียวกัน รูปแบบการรักษาก็กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Precision Oncologyหรือการรักษาแบบมุ่งเป้า ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Genomics, ปัญญาประดิษฐ์(AI), Immune-based Therapies และ Direct Cancer Targeting ส่งผลให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดการพัฒนายานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น
ประการที่สาม คือ Capital and M&A Catalyst เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ในกลุ่ม Oncology มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในบริษัท Emerging Biopharma มากขึ้น ขณะที่ บริษัท Big Pharma ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากประเด็น Patent Cliff ทำให้ต้องเร่งมองหาสินทรัพย์คุณภาพเข้ามาเสริมพอร์ตและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต ส่งผลให้กระแสการซื้อและควบรวมกิจการ(M&A) และพันธมิตรธุรกิจ ในกลุ่ม Oncology มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญต่อธีมการลงทุนนี้
สำหรับกองทุนเปิด แอล เอช ลองจิวิตี้ เฮลธ์แคร์(LHLONGEVITY) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ Tema Oncology ETF (กองทุนหลัก) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมด้านมะเร็งวิทยา (Oncology) ซึ่งรวมถึงบริษัทเวชภัณฑ์ ชีววิทยา เทคโนโลยีการรักษา และการวิจัยโรคมะเร็ง
โดยกองทุน LHLONGEVITY ถูกออกแบบมาเพื่อผสานทั้ง เสถียรภาพ และ การเติบโต ผ่านการลงทุนใน Large Pharma Mid Pharma และ Small Biopharma เพื่อให้นักลงทุนได้รับทั้งฐานรายได้ที่แข็งแรงจากบริษัทขนาดใหญ่ และโอกาสปรับขึ้นจากนวัตกรรมยารุ่นใหม่โดยกองทุนหลัก TEMA Oncology ETF สร้างผลตอบแทนโดดเด่นโดยให้ผลตอบแทน 1 ปีที่ 48.89% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงซึ่งให้ผลตอบแทน 18.86% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงโครงสร้างของธีม Oncology ทั้งยังมี Sharpe Ratio ที่สูงกว่าตลาดสะท้อนประสิทธิภาพต่อความเสี่ยงที่โดดเด่น
นายมนรัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุน LHLONGEVITY เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 19-26 มี.ค. 2569