อัพเดต! สถานการณ์การค้าโลก : สหรัฐฯครองแชมป์ใช้ AD-VCD มากสุด – เป้าใหญ่สินค้าจีน
อัพเดต! สถานการณ์การค้าโลก : สหรัฐฯครองแชมป์ใช้ AD-VCD มากสุด – เป้าใหญ่สินค้าจีน ขณะที่ไทยโดน 19 ประเทศ ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด 79 เคส โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเหล็กถูกสกัดทุกรูปแบบ
ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก และสงครามการค้าที่ยังคุกรุ่นที่ส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้แทนสำนักงานการค้าของประเทศสหรัฐ (Trade Representative : USTR) ได้ออกประกาศใช้มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้า (the Trade Act) นำมาใช้ในการตรวจสอบ 16 ประเทศคู่ค้าที่มีการเกินดุลการค้าสหรัฐฯมาอย่างต่อเนื่องในปริมาณมาก อาทิ จีน, สหภาพยุโรป, สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, กัมพูชา, ไทย, เกาหลีใต้, เวียดนาม, ไต้หวัน, บังกลาเทศ, เม็กซิโก, ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นต้น โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถออกประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม (Tariffs) หรือ กำหนดโควตา เพื่อจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าที่ละเมิดข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ หรือ ออกนโยบายที่เลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับบริษัทของสหรัฐฯ หลังจากที่ศาลฎีกาของสหรัฐตีตกมาตรการภาษีของทรัมป์ มาตรา 301 จึงเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐนำมาใช้ในการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบการค้าของสหรัฐฯ
ที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกได้นำมาตรการปกป้องทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้น หลัก ๆจะมีอยู่ 4 มาตรการ ดังนี้
- มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) เป็นมาตรการที่นำมาใช้ในการรับมือกับสินค้านำเข้าที่มีการกำหนดราคาขายต่ำกว่าราคาที่วางขายอยู่ในประเทศต้นทาง หรือ ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอย่างไม่เป็นธรรม โดยการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม เพื่อทำให้สินค้านำเข้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้นป้องกันการทุ่มตลาด
- มาตรการตอบโต้การอุดหนุนทางการค้า (Countervailing Duty : CVD) เป็นมาตรการตอบโต้กรณีที่รัฐบาลประเทศต้นทางจ่ายเงินอุดหนุน หรือ “Subsidy” หรือ ลดภาษีให้กับผู้ส่งออกเป็นกรณีพิเศษ เพื่อทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลงอย่างไม่เป็นธรรม ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเช่นกัน
- มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เข้ามาในปริมาณมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Safe Guard : SG) โดยการตั้งกำแพงภาษี หรือ กำหนดโควตาการนำเข้าเป็นการชั่วคราว เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ และ
- มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงภาษี (Anti- Dumping Circumvention : AC) เป็นมาตรการเสริมที่นำมาใช้ในการสกัดกั้นผู้ส่งออกที่หลบเลี่ยงภาษี เช่น นำสินค้ามาผ่านประเทศที่ 3 เพื่อสวมสิทธิเปลี่ยนถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ นำสินค้ามาดัดแปลงเล็กน้อย เพื่อให้รหัสพิกัดสินค้าเปลี่ยนแปลงไป กรณีนี้หากถูกจับได้ ก็อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีจะถูกอายัดสินค้า หรือ ประเมินภาษีย้อนหลัง เป็นต้น
จากข้อมูลสถิติประเทศที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) มากที่สุด 5 อันดับแรก ที่รวบรวมโดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) พบว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด AD มากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก จำนวน 564 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 27.8% จำนวนการใช้มาตรการ AD ทั้งหมดทั่วโลก อันดับ 2 ประเทศอินเดีย ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาดจากประเทศคู่ค้า 170 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 8.4% อันดับ 3 สหภาพยุโรป ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาด 130 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.4% อันดับ 4 ประเทศบราซิล ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาด 129 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.3% และอันดับ 5 ประเทศตุรกี ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาด 128 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.3%
จากข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นได้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้มาตรการ AD มากกว่าประเทศอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด โดยทิ้งห่างจากประเทศอินเดียที่อยู่ในอันดับ 2 มากกว่า 3 เท่าตัวจากข้อมูลสถิติประเทศที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) มากที่สุด 5 อันดับแรก ที่รวบรวมโดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) พบว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด AD มากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก จำนวน 564 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 27.8% จำนวนการใช้มาตรการ AD ทั้งหมดทั่วโลก อันดับ 2 ประเทศอินเดีย ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาดจากประเทศคู่ค้า 170 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 8.4% อันดับ 3 สหภาพยุโรป ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาด 130 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.4% อันดับ 4 ประเทศบราซิล ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาด 129 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.3% และอันดับ 5 ประเทศตุรกี ใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาด 128 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.3%
จากข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นได้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้มาตรการ AD มากกว่าประเทศอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด โดยทิ้งห่างจากประเทศอินเดียที่อยู่ในอันดับ 2 มากกว่า 3 เท่าตัว
ส่วนประเทศที่มีการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนทางการค้า (Countervailing Duty : CVD) มากที่สุด 5 อันดับแรก จากข้อมูลสถิติของกรมการค้าต่างประเทศ จะเห็นว่า ประเทศสหรัฐอเมริกายังคงครองแชมป์อันดับ 1 ของประเทศที่มีการใช้มาตรการ CVD มากที่สุดถึง 218 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 62.8% ของจำนวนการใช้มาตรการ VCD ทั้งหมดทั่วโลก อันดับที่ 2 ประเทศแคนาดา ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้ากับประเทศคู่ค้า 37 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 10.7% อันดับที่ 3 สหภาพยุโรป ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้ากับประเทศคู่ค้า 26 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 7.5 % อันดับที่ 4 ประเทศอินเดีย ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้ากับประเทศคู่ค้า 23 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.6% และอันดับที่ 5 ประเทศออสเตรเลีย ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้ากับประเทศคู่ค้า 13 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 3.7% จากข้อมูลของ คต.ที่นำเสนอ จะเห็นว่า สหรัฐฯให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการจ่ายเงินอุดหนุนจากรัฐบาลของประเทศคู่ค้าเป็นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนการใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การจ่ายเงินอุดหนุนเกือบ 63% ของกรณีทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลก
และประเทศที่มีการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้า (Safe Guards : SG) ที่ไหลทะลักเข้ามาถล่มอุตสาหกรรมภายในประเทศมากที่สุด อันดับที่ 1 ประเทศอินโดนีเซีย มีการใช้มาตรการ SG สกัดการไหลทะลักของสินค้านำเข้าจำนวนมาก 28 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 12.7% อันดับ 2 ประเทศอินเดีย มีการใช้มาตรการ SG จำนวน 25 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 11.4% อันดับ 3 ประเทศตุรกี มีการใช้มาตรการ SG จำนวน 22 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 10% อันดับ 4 ประเทศฟิลิปปินส์ มีการใช้มาตรการ SG จำนวน 10 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 4.5% อันดับ 5 มีหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศชิลี, จอร์แดน, ยูเครน และสหรัฐอเมริกา มีการใช้มาตรการ SG ประเทศละ 9 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 4.1%
โดยรายการสินค้าที่ถูกใช้มาตรการ SG สกัดกั้นมากที่สุด คือ สินค้ากลุ่มเหล็ก 149 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 26.4% ตามด้วยกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์ 44 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 16.8% กลุ่มสิ่งทอ 27 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 8.2% กลุ่มอาหารแปรรูป 21 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 7.4% และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ ผักสด หิน ซีเมนต์ เซรามิก เครื่องแก้วอย่างละ 15 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.8%
จากประเทศที่ใช้มาตรการปกป้องทางการค้า คราวนี้มาดูประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ “AD” ที่ตกเป็นเป้าใหญ่ที่สุด และถูกเพ่งเล็งมาที่สุด อันดับ 1 ประเทศจีน ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาดมากถึง 707 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 34.8% อันดับที่ 2 ประเทศเกาหลีใต้ ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ AD จำนวน 137 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.7% อันดับที่ 3 ประเทศอินเดีย ถูกใช้มาตรการ AD จำนวน 108 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 5.3% อันดับที่ 4 ประเทสไต้หวัน ถูกใช้มาตรการ AD จำนวน 103 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 5.1% และอันดับที่ 5 ประเทศไทย ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ AD จำนวน 73 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 3.6%
จากข้อมูลที่นำเสนอจะเห็นว่า ประเทศที่ถูกใช้มาตรการ AD ส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยกลุ่มสินค้าที่ถูกใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาดมากที่สุด คือ เหล็ก ตามด้วยเคมีภัณฑ์ , ผลิตภัณฑ์พลาสติกและยาง , เครื่องจักรกล และสิ่งทอ
ส่วนประเทศที่ถูกใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้า โดยเป้าใหญ่ที่สุด ยังคงเป็นประเทศจีน ครองแชมป์อันดับ 1 ของประเทศที่ถูกใช้มาตรการ CVD จำนวน 160 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 46.1% อันดับ 2 ประเทศอินเดีย ถูกใช้มาตรการ CVD จำนวน 57 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 16.4% อันดับที่ 3 ประเทศตุรกี ถูกใช้มาตรการ CVD จำนวน 17 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 4.9% อันดับที่ 4 ประเทศเวียดนาม ถูกใช้มาตรการ CVD จำนวน 16 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 4.6% และอันดับที่ 5 ประเทศเกาหลีใต้ ถูกใช้มาตรการ CVD จำนวน 12 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 3.5%
ข้อสังเกต ทั้งประเทศจีนและอินเดีย เป็นประเทศหลักที่ถูกมองว่า มีการอุดหนุนจากภาครัฐในกระบวนการผลิตสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มสินค้าที่ถูกใช้มาตรการ CVD มากที่สุดยังคงเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกันกับที่ถูกมาตรการ AD ได้แก่ กลุ่มสินเหล็ก , เคมีภัณฑ์ , เครื่องจักรกล , ผลิตภัณฑ์พลาสติกและยาง และกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องปรุง เป็นต้น
คราวนี้มาถึงสถานการณ์ของประเทศไทย ทั้งในฐานะผู้ใช้และผู้ถูกใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาดจะเห็นว่า ประเทศไทยมีใช้มาตรการ AD เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ 61 กรณี จาก 22 ประเทศ โดยจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ถูกไทยใช้มาตรการมากที่สุดถึง 17 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 27.9% ของกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด อันดับที่ 2 ประเทศเกาหลีใต้จำนวน 8 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 13.1% อันดับที่ 3 ประเทศเวียดนามและไต้หวัน ประเทศละ 6 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 9.8% อันดับที่ 4 ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ประเทศละ 3 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 4.9% และอันดับที่ 5 ประเทศญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ประเทศละ 2 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 3.3% โดยกลุ่มสินค้าเหล็กครองแชมป์ถูกไทยใช้มาตรการ AD สูงสุดถึง 55 กรณี และยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆที่ถูกไทยใช้มาตรการ AD อีก 6 กรณี ได้แก่ กรดซิทริก ยางรถจักรยานยนต์ ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ BOPP และอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป เป็นต้น
นอกจากนี้ไทยยังได้ใช้มาตรการ AC ตอบโต้การหลบเลี่ยงภาษีของสินค้าจีนอีก 2 กรณี และอยู่ระหว่างไต่สวน อีก 4 กรณี รวมทั้งขยายการเรียกเก็บภาษี AD จากผู้ผลิตในประเทศจีน และอยู่ระหว่างการไต่สวนเพื่อใช้มาตรการ SG สกัดกั้นการนำเข้าสินค้ากลุ่มเม็ดพลาสติก 1 กรณี คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือยพฤษภาคม 2569 นี้ ส่วนมาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้ายังไม่ได้มีการนำมาใช้กับประเทศใด
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ตกเป้าการถูกใช้มาตรการ AD ตอบโต้การทุ่มตลาดจากประเทศคู่ค้าเช่นกัน โดยประเทศไทยถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ AD ตอบโต้รวม 79 กรณี จาก 19 ประเทศ รวมทั้งที่อยู่ในระหว่างการไต่สวน 18 กรณี และอยู่ระหว่างการทบทวนอีก 16 กรณี โดยประเทศที่ใช้มาตรการ AD กับไทยมากที่สุด อันดับ 1 ประเทศสหรัฐฯใช้มาตรการ AD กับไทย 19 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 26% อันดับที่ 2 ประเทศตุรกี ใช้มาตรการ AD กับไทย 9 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 12.3 % อันดับที่ 3 ประเทศอินเดีย ใช้มาตรการ AD กับไทย 7 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 9.6% อันดับที่ 4 ประเทศบราซิล ใช้มาตรการ AD กับไทย 6 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 8.2% และอันดับที่ 5 ประเทศเวียดนาม , อินโดนีเซีย และอาร์เจนตินา ประเทศละ 4 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 5.5% โดยกลุ่มสินค้าส่งออกของไทยที่ถูกมาตรการ AD มากที่สุด คือ กลุ่มเหล็ก 23 กรณี, กลุ่มเคมีภัณฑ์ 23 กรณี กลุ่มผลิตภัณฑ์จากยาง 11 กรณี และกลุ่มสินค้าอื่น ๆอีก 22 กรณี เช่น ฟูกที่นอน ข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง น้ำตาล และกระจก เป็นต้น
ส่วนกรณีที่ประเทศไทยถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุนทางการค้า ซึ่งอยู่ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายมีอยู่ 6 กรณี จาก 3 ประเทศ , อยู่ระหว่างการไต่วน 2กรณี จาก 1 ประเทศ และอยู่ระหว่างการทบทวน 1 กรณี จาก 1 ประเทศ โดยประเทศที่ใช้มาตรการ CVD กับประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ประเทศอินเดีย ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้ 3 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 50% อันดับ 2 ประเทศสหรัฐฯ ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้ไทย 2 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 33.3% และอันดับ 3 ประเทศเวียดนาม ใช้มาตรการ CVD ตอบโต้ไทย 1 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 16.7% โดยสินค้าส่งออกของไทยที่ใช้มาตรการ CVD มากที่สุด คือ กลุ่มเหล็ก ถูกใช้มาตรการ CVD จำนวน 3 กรณี ถัดมาเป็นกลุ่มเคมีภัณฑ์ 1 กรณี และd]6j,สินค้าอื่น ๆ เช่น น้ำตาล และซิลิคอน สำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ถูกใช้มาตรการ VCD อีก 2 กรณี
นอกจากนี้ประเทศไทยยังถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ SG ปกป้องสินค้าภายในประเทศของประเทศคู่ค้าแล้ว 14 กรณี จาก 7 ประเทศ แต่ที่น่ากังวล คือ มีกรณีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนสูงถึง 17 กรณี จาก 7 ประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการกีดกันทางการค้าที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยประเทศคู่ค้าที่ใช้มาตรการ SG สกัดการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมากที่สุด คือ ประเทศอินโดนีเซียมีการใช้มาตรการ SG กับสินค้าไทยรวม 5 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 31.3% อันดับที่ 2 ประเทศตุรกีมีการใช้มาตรการ SG กับสินค้าไทย 4 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 25% อันดับที่ 3 ประเทศสหรัฐฯ และมาดากัสการ์ ประเทศละ 2 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 12.5% และอันดับที่ 4 ประเทศโมร็อกโก แอฟริกาใต้ และสหภาพยุโรป ประเทศละ 1 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 6.25% ทั้งนี้ สินค้าที่ถูกใช้มาตรการ SG มากที่สุด คือ กลุ่มเหล็ก 6 กรณี เคมีภัณฑ์ 2 กรณี และยังมีสินค้าอื่น ๆ อีกถึง 8 กรณี เช่น สิ่งทอ กระดาษ และน้ำมันพืช เป็นต้น
และมาตรการตัวสุดท้ายที่ประเทศคู่ค้าใช้สกัดกั้นสินค้าที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออก เพื่อหลบเลี่ยงการภาษี AD และCVD คือ มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงภาษี หรือ “AC” ที่มีผลใช้บังคับไปแล้วมี 7 กรณี จาก 4 ประเทศ และอยู่ระหว่างไต่สวนอีก 2 กรณี จาก 2 ประเทศ โดยกลุ่มประเทศที่มีการใช้มาตรการ AC กับสินค้าส่งออกจากไทยมากที่สุด อันดับ 1 ประเทศสหรัฐฯ ใช้มาตรการ AC กับสินค้าไทย 3 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 42.8% อันดับที่ 2 สหภาพยุโรป ใช้มาตรการ AC กับสินค้าไทย 2 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 28.6% อันดับที่ 3 ประเทศอินเดีย และตุรกี ประเทศละ 1 กรณี คิดเป็นสัดส่วน 14.3% โดยกลุ่มสินค้าไทยที่ถูกใช้มาตรการ AC ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางการค้าสูงในห่วงโซ่อุปทานโลก ได้แก่ น้ำตาล , อะลูมิเนียมฟอยล์ , ลวดเย็บกระดาษ และซิลิคอนสำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์
จากข้อมูลที่นำมาแสดงจะเห็นได้ว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีการใช้มาตรการ AC กับสินค้าไทยส่งจากไทยรวมกันแล้ว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของกรณี AC ทั้งหมด สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มงวดในตลาดเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าจากประเทศอื่น โดยเฉพาะสินค้าจีนใช้ไทยเป็นทางผ่านในการเลี่ยงภาษี AD/CVD …