โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พรรคประชาชนจ่ออุทธรณ์คำสั่งกรมการปกครองระงับสิทธิเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ เผยอาจยกระดับถึงฟ้องศาล

THE STANDARD

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 01.36 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 01.36 น. • thestandard.co
พรรคประชาชนจ่ออุทธรณ์คำสั่งกรมการปกครองระงับสิทธิเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ เผยอาจยกระดับถึงฟ้องศาล

พรรคประชาชนตอบโต้หลังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีมาตรการระงับการใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการนำประเด็นที่ฐานข้อมูลของพรรคถูกแฮกเกอร์โจมตีมาเชื่อมโยงกับการยกเลิกระบบยืนยันตัวตนอย่างไม่สมเหตุสมผล พร้อมตั้งคำถามว่าเรื่องนี้อาจมี “ใบสั่ง” ทางการเมืองเพื่อใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคหรือไม่

ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กรมการปกครองประกาศแจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบ DOPA-Digital ID และโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนว่า ขณะนี้ทางพรรคยังไม่เห็นคำสั่งฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ แต่หากมีคำสั่งออกมาจริงตามที่สื่อนำเสนอ กรมการปกครองจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับสังคมว่า การที่พรรคเชื่อมระบบยืนยันตัวตนกับการที่บุคคลภายนอกพยายามบุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกพรรคนั้น มีความเกี่ยวข้องกันถึงขนาดที่ต้องมายกเลิกการใช้งานระบบได้อย่างไร

ภคมนระบุว่า หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการออกมา พรรคประชาชนจะพิจารณาใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่ออธิบดีกรมการปกครองเป็นลำดับแรก และหากผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังคงยืนยันตามคำสั่งเดิม พรรคจะเดินหน้าใช้สิทธิต่อสู้โต้แย้งต่อศาลปกครองต่อไปอย่างแน่นอน

“เนื่องจากเราเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เป็นการนำสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกัน” ภคมนระบุ

รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวด้วยว่า การที่กรมการปกครองออกมาแถลงโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเช่นนี้ อาจทำให้ถูกมองได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชนโดยมี “ใบสั่ง” ทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ทั้งนี้ พรรคประชาชนขอยืนยันว่าวัตถุประสงค์หลักในการเชื่อมต่อระบบ DOPA-Digital ID ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยใช้ตรวจสอบว่าผู้ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคมีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการสมัครด้วยตนเองโดยไม่มีการสวมสิทธิแอบอ้างนำเลขบัตรประชาชนของบุคคลอื่นมาใช้

รองโฆษกพรรคประชาชนมองว่า สิ่งที่กรมการปกครองควรทำคือการส่งเสริมให้พรรคการเมืองต่างๆ ใช้ระบบนี้ เพื่อลดการเรียกขอข้อมูลจากสมาชิก ป้องกันการแอบอ้าง และสอดคล้องกับข้อกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีผู้บุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกพรรคนั้น ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทางพรรคต้องเร่งแก้ไขปรับปรุง โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทบต่อระบบการยืนยันตัวตนของกรมการปกครองแต่อย่างใด

ชนวนเหตุ มท. สั่งระงับ ปมข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหล

สำหรับที่มาที่ไปของความขัดแย้งในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากมาตรการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ได้สั่งระงับการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) โดยมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา

มาตรการนี้เกิดขึ้นภายหลังปรากฏเป็นข่าวว่า ฐานข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกบุคคลภายนอกลักลอบเข้าถึง ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด และข้อมูลการติดต่อเกิดการรั่วไหล

กรมการปกครองได้สั่งให้พรรคเร่งจัดส่งรายละเอียดการรั่วไหลมาให้ทราบโดยด่วน เพื่อประเมินการคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และเตรียมพิจารณาทบทวนมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น

นอกจากการระงับระบบแล้ว สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ยังเตรียมดำเนินการขั้นเด็ดขาด หากพบว่ามีการนำข้อมูลบัตรประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือหละหลวมในการรักษาความปลอดภัย โดยจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือร้องเรียนเพื่อเอาผิดทางปกครองทันที

โดยองค์กรที่ปล่อยปละละเลยอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 (ฐานเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ), พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 (ฐานเข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม), พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA (มีโทษทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา), พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมือง หากนำข้อมูลไปใช้ทางการเมืองโดยมิชอบ

พร้อมกันนี้ กรมการปกครองได้ชี้ช่องทางให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายจากการถูกนำข้อมูลหน้าบัตรไปสวมรอยทำธุรกรรม สามารถแจ้งความร้องทุกข์และเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ในหลายข้อหาหนัก อาทิ ความผิดฐานฉ้อโกง (โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท), ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร (โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุดสองแสนบาท), ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลเท็จ (โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท) รวมไปถึงการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...