โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ผ่าทางตันโลจิสติกส์ เส้นทางขนส่งทางเลือกสู่ตะวันออกกลาง ทางรอดผู้ส่งออกไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

คอลัมน์ : เลียบรั้วเลาะโลก ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งลุกลามไปกระทบการขนส่งในเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของการขนส่งในตะวันออกกลาง สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้

ขณะเดียวกันความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจุดเดียว แต่เริ่มขยายไปยังช่องแคบ Bab-el-Mandeb ในทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญของโลกและตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว บทความนี้จึงนำเสนอเส้นทางโลจิสติกส์ทางเลือกในกรณีที่เส้นทางหลักเผชิญข้อจำกัด เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ส่งออกไทยให้เตรียมปรับตัวและบริหารความเสี่ยงในตลาดตะวันออกกลาง

ในกรณีนี้จะมุ่งไปที่การส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสองตลาดส่งออกสำคัญของไทยในตะวันออกกลาง โดยใช้ยุทธศาสตร์การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) โดยเส้นทางจากไทยไปนครดูไบ UAE มีสองทางเลือก ได้แก่

(1) เทียบท่าที่ท่าเรือ Fujairah UAE เมื่อตู้สินค้าถูกขนถ่ายและผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้าแล้ว จะใช้การขนส่งต่อด้วยรถบรรทุกผ่านทางหลวงยุทธศาสตร์ Sheikh Khalifa Highway ซึ่งตัดผ่านแนวเทือกเขา Hajar แล้วเข้าสู่นครดูไบต่อไป หลังจากนั้นสินค้าบางส่วนอาจถูกกระจายทางถนนไปยังประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียต่อไป เส้นทางนี้มีข้อดีในด้านความรวดเร็ว โดยมีระยะทางขนส่งทางบกเพียง 130-150 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น รวมถึงไม่ต้องดำเนินพิธีการศุลกากรข้ามแดนหลายครั้ง เนื่องจากขนส่งใน UAE ทั้งหมด แต่เส้นทางนี้มีข้อพึงระวังด้านความปลอดภัย เนื่องจากท่าเรือ Fujairah เคยถูกถล่มด้วยขีปนาวุธมาแล้ว

(2) เทียบท่าที่ท่าเรือ Sohar โอมาน ผ่านพิธีศุลกากรแล้วต่อรถบรรทุกบนทางหลวง Batinah Highway ผ่านด่านศุลกากร Al Wajajah (โอมาน)-Hatta (UAE) แล้วใช้เส้นทาง Dubai-Hatta Highway เข้าสู่นครดูไบ เส้นทางนี้ใช้ระยะทางขนส่งทางบก 200-220 กิโลเมตร ระยะเวลา 2.5-3 ชั่วโมง แต่ต้องผ่านด่านศุลกากรทั้งฝั่งโอมานและ UAE

สำหรับเส้นทางจากไทยสู่กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย โดยปกติจะใช้ท่าเรือ Jeddah และ Damman แล้วขนส่งต่อด้วยรถไฟหรือรถบรรทุก แต่หากช่องแคบ Hormuz และ Bab-el-Mandeb มีข้อจำกัด จะต้องเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือโอมานเป็นประตูด่านแรกก่อนต่อด้วยรถบรรทุกเข้าไปซาอุดีอาระเบีย โดยสินค้าจากไทยจะเทียบท่าที่ท่าเรือ Sohar ตอนเหนือของโอมาน

จากจุดนี้ขบวนรถบรรทุกสินค้าจะใช้เส้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่เมือง Ibri ก่อนจะเข้าสู่ด่านศุลกากร Ramlat Khaliya (โอมาน)-Rub’ al Khali (ซาอุดีอาระเบีย) จากนั้นวิ่งต่อเนื่องเพื่อไปบรรจบกับทางหลวงเส้นใหม่ Rub’ al Khali Highway ที่ตัดผ่านทะเลทราย เพื่อเดินทางต่อเข้าไปกรุงริยาด ระยะทางขนส่งทางบกรวม 1,400 กิโลเมตร โดยสินค้าที่มีจุดหมายไปยังเมืองอื่น เช่น Jeddah ก็จะกระจายผ่านทางถนน/รถไฟต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ท่าเรือ Sohar ไม่ใช่ท่าเรือใหญ่ อาจต้องใช้การขนส่งด้วยเรือ Feeder จากท่าเรือขนาดใหญ่อื่น เช่น ท่าเรือ Salalah ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนและระยะเวลา รวมถึงการขนส่งทางบกจะต้องผ่านทะเลทราย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายจากความร้อนและพายุทะเลทราย

การปรับเปลี่ยนเส้นทางโลจิสติกส์ดังกล่าว ย่อมมาพร้อมกับต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อสภาพคล่องทางธุรกิจ ผู้ส่งออกไทยจึงควรวางแผนกลยุทธ์อย่างรอบคอบและรัดกุม ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่ไร้ความแน่นอน ผู้ชนะในเกมนี้อาจไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ออกแบบวงจรธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่น และพลิกแพลงกลยุทธ์ได้เร็วกว่าใคร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผ่าทางตันโลจิสติกส์ เส้นทางขนส่งทางเลือกสู่ตะวันออกกลาง ทางรอดผู้ส่งออกไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...