โพล ชี้ วิกฤตปากท้อง เงินในกระเป๋าประชาชนเริ่มตึงมือ-ไปต่อไม่ไหว
ไอเอฟดีโพล เผยผลสำรวจ วิกฤตปากท้อง ชี้ สภาพการเงินประชาชนเริ่มตึงมือ-ไปต่อไม่ไหว อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน สุขภาพจิตแย่ เครียดสะสม
วันที่ 4 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์
ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “วิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31%” กลุ่มตัวอย่าง 1,264 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. 2569
ผลโพลสะท้อนว่า วิกฤตปากท้องไม่ใช่แค่ปัญหาเงินในกระเป๋า แต่กำลังลามไปสู่ “สุขสภาพ” ของคนไทย พบว่า หากครัวเรือนไม่มีรายได้ คนไทยจำนวนมากจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% และเมื่อเผชิญปัญหาปากท้องยังต้องพึ่งตนเอง ครอบครัว และญาติ 69.02%
ขณะที่ทางรอดสุดท้ายของครัวเรือนยังเป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองตัว ได้แก่ การกู้เงิน ขายทรัพย์สิน หรือย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว รวม 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89%
จะพบว่า 89.27% ของประชาชนต้องแก้ปัญหาด้วยการพึ่งตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ที่สำคัญ ประชาชนกลัวว่าปากท้องจะกระทบสุขภาพ สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตถึง 98.00% พร้อมกับรู้สึกว่าทำงานหนักแล้วชีวิตดีขึ้นได้ยากหรือไม่ดีขึ้น 90.67%
ผลไอเอฟดีโพล สำรวจประเด็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือน พบว่า ประชาชน 88.31% อยู่ในภาวะการเงินครัวเรือน “เริ่มตึงมือถึงไปต่อไม่ไหว” แบ่งเป็น ยังพออยู่ได้แต่เริ่มตึงมือ 47.07%, แทบไปต่อไม่ไหว ต้องระวังทุกบาท 32.51% และ ไปต่อไม่ไหวแล้ว 8.73% ขณะที่กลุ่มที่ยังอยู่ได้ตามปกติมีเพียง 11.69% เท่านั้น
เมื่อถามว่า หากตั้งแต่วันนี้ครัวเรือนไม่มีรายได้เข้ามาเลย จะอยู่ได้นานแค่ไหน พบว่า กลุ่มที่อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน มี 31.39% กลุ่มที่อยู่ได้ 1-3 เดือน มี 33.70% และกลุ่มที่อยู่ได้ 4-6 เดือน มี 13.53%
เมื่อนำมารวมกัน สะท้อนว่าประชาชนมีสายป่านทางการเงินไม่เกิน 6 เดือน ถึง 78.62% และในจำนวนนี้อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถึง 65.09%
หากขาดรายได้กะทันหันจะพึงพาใครได้ ประชาชนตอบว่าจะพึ่งตนเองเป็นอันดับหนึ่ง 38.59% รองลงมาคือพ่อแม่หรือครอบครัวเดิม 13.85% ญาติพี่น้อง 10.17% และลูก-หลาน 6.41%
เมื่อนำกลุ่มตนเอง ครอบครัว และญาติมารวมกัน จะอยู่ที่ 69.02% ขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าจะพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐมีเพียง 3.44% และกลุ่มที่ไม่มีที่พึ่งชัดเจนมี 13.61%
ทางรอดสุดท้าย หากครัวเรือนไม่มีรายได้เกิน 3-6 เดือน ประชาชนเลือกขายทรัพย์สินหรือของที่มีอยู่มาพยุงชีวิตมากที่สุด 32.03% รองลงมา คือ กู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมหรือรวมบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย 17.85%
ส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่ม 12.89% ไม่มีทางไปหรือคิดไม่ออก 8.25% และอื่น ๆ 2.48% เมื่อนำกลุ่มกู้เงิน ขายทรัพย์สิน และย้ายพึ่งครอบครัวมารวมกัน จะอยู่ที่ 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่ม จะสูงถึง 89.27%
เมื่อถามถึงสิ่งที่กลัวหรือเจ็บปวดที่สุด หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงิน พบว่า อันดับหนึ่ง คือ สุขภาพจิตแย่ลงและความเครียดสะสม 32.91% รองลงมา คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวตึงเครียด 16.57% ต้องตัดโอกาสหรือสิ่งที่ลูกหลานควรได้ 15.53%
หมดหวังกับอนาคต 14.25% ต้องเลื่อนรักษาหรือดูแลสุขภาพตนเอง 13.21% ต้องลดการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ 5.53% และอื่น ๆ 2.00% เมื่อนำกลุ่มสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตมารวมกัน จะอยู่ที่ 98.00%
ในประเด็นความเชื่อว่า “ทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้น” ประชาชนตอบว่าได้แน่นอนเพียง 9.13% ขณะที่ตอบว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก 43.71% ไม่ค่อยได้แล้ว 32.59% และแทบไม่ได้เลย 14.57% เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่าชีวิตดีขึ้นยาก ไม่ค่อยดีขึ้น หรือแทบไม่ได้เลย จะสูงถึง 90.87%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โพล ชี้ วิกฤตปากท้อง เงินในกระเป๋าประชาชนเริ่มตึงมือ-ไปต่อไม่ไหว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th