โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่สัญญาณอันตราย

สยามรัฐ

อัพเดต 33 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” นำสหรัฐฯ จับมือเข้าไปร่วมกับอิสราเอล เพื่อเปิดสงครามบุกเข้าไปโจมตีอิหร่าน ที่ผ่านมาแล้วสองสัปดาห์ โดยเขาได้ออกมาป่าวประกาศว่า สามารถเอาชนะสงครามในครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่าผิดคาดมิได้เป็นไปดั่งที่เขาออกมาเอ่ยปาก เพราะขณะนี้สงครามกำลังย่างเข้าไปสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว แถมแนวโน้มของสงครามก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะยุติจบลงไปอย่างง่ายๆ!!!

และถึงแม้ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนเก่าจะถูกปลิดชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีลูกชายของเขาก้าวเข้ามารับหน้าที่แทน เท่ากับว่าการปกครองของอิหร่านจะยังคงผนึกพลังกันต่อไปอย่างเหนียวแน่น ดังนั้นเป้าหมายเดิมที่สหรัฐฯ ต้องการจะให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็จะยังไม่มีเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์กลับออกมาใช้หลักจิตวิทยาปากแข็งออกมาบอกว่า “สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ชัยชนะ” อย่างไรก็ตามการที่ขณะนี้ทหารอเมริกันต้องเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 13 นาย ก็มิเป็นผลดีต่อสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด

ดังนั้นเมื่อเป็นเยี่ยงนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะจ้องหาโอกาสส่งทหารภาคพื้นดินไปยังอิหร่าน แต่ในทางกลับกันก็มิใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เขากำลังเผชิญกับแรงต่อต้านจากสภาคองเกรสอย่างหนัก เพราะก่อนที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารทางแผ่นดินจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส มติที่ว่าด้วย “อำนาจในการทำสงคราม” หรือพระราชบัญญัติอำนาจในการทำสงครามของปี ค.ศ. 1973 เป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางที่มุ่งตรวจสอบอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยมีเนื้อหาระบุเอาไว้ว่า “ประธานาธิบดีสามารถส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าสู่ปฏิบัติการในต่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตตามกฎหมาย”

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉากถล่มอิหร่าน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านและต่อต้านตามลำดับ ดังจะเห็นได้จากผลการหยั่งเสียงของสำนักหยั่งเสียงหลายๆ สำนักที่รายงาน การไม่เห็นด้วยต่อมาตรการการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์!!! โดยสำนักหยั่งเสียงแรกที่ออกไปทำการสำรวจภายหลังจากที่ประธานาธิบดีเปิดฉากโจมตีอิหร่านไม่นาน นั่นก็คือ “สำนักหยั่งเสียงรอยเตอร์ส” ที่ทำการสำรวจเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 โดยเปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกันถึง 43% ไม่เห็นชอบต่อการที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่าน โดยตามติดมาด้วย “สำนักหยั่งเสียงซีเอ็นเอ็น” ที่ออกมารายงานว่า ชาวอเมริกัน 6 จาก 10 คนไม่เห็นด้วยต่อการเปิดศึกของประธานาธิบดีทรัมป์ต่ออิหร่าน

และในวันเดียวกัน “สถานีโทรทัศน์ช่องฟ็อกซ์นิวส์” ที่เคยวางตัวเป็นกระบอกเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์เสมอมา ยังออกมาเปิดเผยผลการหยั่งเสียงอีกด้วยเช่นกันว่า มีชาวอเมริกันเพียงแค่ 25% เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และในหนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็ยังมี “Quinnipiac University” สำนักโพลชื่อดังระดับชาติที่ได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างสูง ออกมาเปิดเผยผลการหยั่งเสียงเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันต่อต้านการส่งทหารภาคพื้นดินไปสู้รบทำสงครามยังประเทศอิหร่านมากถึง 74% เลยทีเดียว โดยมีฐานเสียงของค่ายพรรครีพับลิกันออกมาต่อต้านถึง 85% และมีฐานเสียงที่ชื่นชอบพรรคเดโมแครตออกมาต่อต้าน 89% ส่วนฝ่ายอิสระก็ออกมาต่อต้านอยู่ที่ 60% (ข้อมูลที่มาจาก Quinnipiac University Poll: “U.S. Military Action Against Iran: March 9, 2026”) ส่วนรายงานผลสำรวจครั้งล่าสุดจาก “หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์” วันที่ 13 มีนาคม 2026 นี้เปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกัน 42% สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ก็มีคนอเมริกัน 40% ต่อต้านด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านๆ มาจะเห็นได้ว่า นโยบายด้านต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ในการที่เขาก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สองนั้น เขามุ่งเน้นที่จะเลือกเอาสหรัฐอเมริกานำหน้ามาก่อนอื่นใด โดยเขากล่าวอวดอ้างอยู่เสมอๆ ว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศใดๆ ทั้งสิ้น” โดยล่าสุดเมื่อวันศุกร์นี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ที่ “เกาะคาร์ก” ซึ่งเป็นบริเวณศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และยังเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกพลังงานเชื้อเพลิง โดยศูนย์กลางแห่งนี้เป็นแหล่งการผลิตน้ำมันที่ติดอยู่ในอันดับหนึ่งในห้าของโลกเลยทีเดียว

ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากเสร็จสิ้นการโจมตีว่า เขาได้ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมันของอิหร่านอย่างเสร็จสิ้นราบคาบ แต่กลับปรากฏล่าสุดไม่นานนี้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือจากอังกฤษและอีกหลายๆ ประเทศให้ช่วยส่งเรือรบไปผลักดันให้อิหร่านเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” แต่กลับปรากฏว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษออกมากล่าวปฏิเสธ โดยอธิบายว่า “ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกากับอังกฤษจะมีความสัมพันธ์อันแสนลึกซึ้งมาอย่างยาวนาน แต่มิได้หมายความว่า อะไรก็ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ อังกฤษจะต้องจัดการให้ในทุกๆ เรื่อง”

“และในกรณีของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ตัดสินใจร่วมกันทำสงครามกับอิหร่าน ก็มิใช่หน้าที่ที่อังกฤษจะมีส่วนเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ส่วนการแก้ปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ อังกฤษก็จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่จะต้องเป็นการแก้ปัญหาด้วยการทูต มิใช่การใช้กำลังทหาร” ทำให้ดูเหมือนว่าขณะนี้ด้านการต่างประเทศ สหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายแบบโดดเดี่ยวมากยิ่งๆ ขึ้น เนื่องจากการที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ทอดทิ้งแบบไม่มีเยื่อใยกับเหล่าบรรดาพันธมิตรเก่าแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แคนาดา ยุโรป และองค์การนาโต้ รวมถึงกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย โดยแคนาดาและกลุ่มประเทศยุโรป รวมทั้งเอเชียต่างลงความเห็นกันว่า “ไม่สามารถจะพึ่งพาสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป” มีผลทำให้ประเทศเหล่านี้ต่างหันไปพึ่งพาตนเอง โดยจัดงบประมาณทางด้านการทหารเพิ่มมากขึ้น

และในอีกแปดเดือนข้างหน้าก็จะมีการเลือกตั้งกลางสมัย หรือการเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้ โดยวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งได้เป็นเวลาติดต่อกัน 4 ปี ดังนั้นการเลือกตั้งกลางเทอม จึงหมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง จะมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ส่วนวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกัน 22 ที่นั่ง และวุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแครต ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ 13 ที่นั่ง

และหากว่าการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะถึงนี้ พรรคเดโมแครตสามารถมีเสียงข้างมากเข้าไปนั่งในสภาคองเกรสแล้วละก็ แนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะดำเนินการปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งก็มีสูงค่อนข้างมาก เพราะเนื่องจากขณะนี้ค่าครองชีพ ทั้งในเรื่องค่าอาหารการกิน ค่าเช่าที่พักอาศัย และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่ายาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น แถมตามติดมาด้วยการทำสงครามกับอิหร่าน จนมีผลทำให้ราคาค่าน้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆ เพิ่มสูงมากขึ้น แน่นอนว่ามีผลทำให้ชาวอเมริกันไม่พึงพอใจกับการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งย่อมจะเพิ่มความลำบากในการบริหารประเทศที่ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญอยู่มากยิ่งๆ ขึ้นไปทุกๆ ที!!!

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นดูเหมือนว่าการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังดำเนินสงครามแบบมิไตร่ตรองถึงผลได้และผลเสียให้ดีเท่าที่ควร แถมการที่เขาเชื่อมั่นในความเป็นมหาอำนาจอันแสนยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกามากเกินไป ตามติดมาด้วยการฟังเสียงของคนรอบข้างเพียงน้อยนิด โดยมิได้ปรึกษาหารือคนรอบข้างส่วนใหญ่ ก็อาจจะทำให้สหรัฐฯ ที่เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ แต่หากขาดสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น น้ำ แสงแดด ออกซิเจน และธาตุต่างๆ ในดินลงไป ต้นไม้ใหญ่ก็อยู่ไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงอาการก้าวร้าวมองข้ามไม่เห็นหัวประเทศพันธมิตรเก่าแก่ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กๆ เรื่อยไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่เก่าแก่เช่นอังกฤษ พอถึงยามคับขันก็อาจจะกลายเป็นสัญญาณอันตรายที่จะกลายเป็นประเทศโดดเดี่ยว ต้องสู้แบบสหรัฐฯ อะโลนไม่มีใครเข้าไปร่วมด้วยช่วยกันสู้ละครับ

#สหรัฐอเมริกา #ทรัมป์ #สงครามอิหร่าน #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #Geopolitics #วิเคราะห์การเมือง #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...