โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้หญิงวัย 40+ ขี้โมโหง่ายผิดปกติ? สัญญาณเตือนของภาวะใกล้หมดประจำเดือน

sanook.com

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
อาการเหวี่ยงวีนในวัย 40 อาจไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวน รู้จักภาวะ Perimenopause Rage

อาการเหวี่ยงวีนในวัย 40 อาจไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวน รู้จักภาวะ Perimenopause Rage

เมื่อเข้าสู่วัย 40 ปี ผู้หญิงหลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรู้สึกโกรธง่ายกับเรื่องเล็กน้อย เช่น คนเดินช้า จานที่วางทิ้งไว้ในอ่าง หรือแม้แต่เสียงลมหายใจของคนใกล้ชิด อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความหงุดหงิดชั่วคราว แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า "Perimenopause Rage" หรืออารมณ์แปรปรวนสุดขีดในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

ดร.มิเชลล์ แซนด์ แพทย์ธรรมชาติบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพฮอร์โมนสตรี เผยแพร่ข้อมูลผ่าน New York Post ระบุว่า อาการดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่การเป็นคนเจ้าอารมณ์และไม่ใช่ข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ แต่มันคืออาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความผันผวนของฮอร์โมนในช่วงรอยต่อก่อนเข้าสู่วัยทอง

ภาวะ Perimenopause Rage คืออะไร

ภาวะนี้คือการก่อตัวของความหงุดหงิดที่รุนแรง ความโกรธ หรือความผันผวนทางอารมณ์อย่างกะทันหันที่ผู้หญิงบางคนต้องเผชิญในช่วงที่วัยเจริญพันธุ์กำลังจะสิ้นสุดลง ดร.แซนด์ ผู้ก่อตั้ง Glow Natural Wellness อธิบายว่าภาวะนี้ทำให้ผู้หญิงรู้สึกขาดการควบคุมตัวเอง ถูกกระตุ้นให้โกรธได้ง่าย หรือรู้สึกแปลกแยกทางอารมณ์กับคนรอบข้าง

ข้อมูลพบว่าผู้หญิงมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รายงานว่าต้องเผชิญกับความท้าทายทางอารมณ์ เช่น ความหงุดหงิดและความโกรธเกรี้ยวในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยทอง ซึ่งกระบวนการนี้อาจกินเวลานานหลายปี และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

iStockphoto

สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงโกรธง่ายในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือความผันผวนของฮอร์โมน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนของเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อสารสื่อประสาทในสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ รวมถึงเซโรโทนินและสารเคมีอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจ

  • การนอนหลับไม่มีประสิทธิภาพหรืออาการเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • อาการประจำเดือนมาไม่ปกติหรือมามากผิดปกติ
  • ความเครียดที่สะสมจากการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การลดลงของสารสื่อประสาทที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

ดร.แซนด์ เน้นย้ำว่าเมื่อปัจจัยทางร่างกายเหล่านี้รวมตัวกัน จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุอารมณ์ที่ทำให้ความอดทนลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้หญิงวัยนี้รู้สึกเหมือน "ฟิวส์ขาด" ได้ง่ายกว่าช่วงวัยอื่นๆ

สัญญาณเตือนและช่วงเวลาที่เริ่มเกิดอาการ

ช่วงรอยต่อก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) มักจะเริ่มตั้งแต่อายุ 35 ถึง 45 ปี อาการโกรธหรือความหงุดหงิดรุนแรงสามารถปรากฏขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยมักเกิดในช่วงเวลาเดียวกับที่รอบเดือนเริ่มไม่แน่นอนและคุณภาพการนอนเริ่มแย่ลง แต่อาการทางอารมณ์เหล่านี้ไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

ความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะนี้สร้างความหงุดหงิดใจอย่างมาก เนื่องจากในเดือนหนึ่งผู้หญิงอาจรู้สึกเป็นปกติ แต่ในเดือนถัดมากลับรู้สึกเหนื่อยล้าและเปราะบางทางอารมณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีประวัติเคยมีอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) หรือมีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้ามาก่อนจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการทำงาน

ความวุ่นวายทางอารมณ์สามารถส่งผลกระทบไปถึงทุกแง่มุมของชีวิต ในครอบครัวผู้หญิงอาจรู้สึกผิดที่เผลอแสดงอาการเกรี้ยวกราดใส่คู่ครองหรือบุตร ส่วนในที่ทำงานอาจทำให้ความอดทนต่อแรงกดดันลดลง ส่งผลต่อสมาธิและประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงบั่นทอนความมั่นใจในตนเอง

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ เมื่อความเครียดสะสมและการนอนหลับที่ไม่เพียงพอรวมเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ช่องคลอดแห้งหรือความต้องการทางเพศที่ลดลง ความใกล้ชิดอาจกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเรื่องน่ายินดี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คู่รักหลายคู่เริ่มห่างเหินกัน

iStockphoto

แนวทางการจัดการและวิธีรับมือ

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการเลิกตำหนิตัวเอง ดร.แซนด์ แนะนำว่าการที่ความอดทนลดลงไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ แต่มันคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงและต้องการการสนับสนุน วิธีการที่ได้ผลที่สุดคือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

  • ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้นและสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยสมดุลฮอร์โมน
  • ลดการบริโภคแอลกอฮอล์และคาเฟอีนที่อาจกระตุ้นอาการ
  • ฝึกการจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิหรือการฝึกลมหายใจ
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาด้วยฮอร์โมนหรือวิธีการทางการแพทย์อื่นๆ

ดร.แซนด์ ทิ้งท้ายว่าผู้หญิงไม่ควรต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ และอย่าให้ใครบอกว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องปกติของความแก่ชรา เพราะความเข้าใจและการสนับสนุนที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างราบรื่น

แหล่งอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...