โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย

: ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ

ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (3)

สิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่ราว 700 กว่าตารางกิโลเมตร แต่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเชิงประวัติศาสตร์ พื้นที่แห่งนี้เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐสุลต่านในโลกมลายู ก่อนจะกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 พัฒนาเป็นเมืองท่าสำคัญของภูมิภาค

พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับเอกราชโดยรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียเมื่อ ค.ศ.1963

แต่สุดท้ายได้แยกตัวออกมาเป็นรัฐเอกราชใน ค.ศ.1965

สิงคโปร์เป็นสังคมพหุชาติพันธุ์และศาสนา ประกอบด้วยประชากรเชื้อสายจีน มาเลย์ อินเดีย และอีกหลายกลุ่มย่อย

ดังนั้น การจัดการความตายจึงมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

แต่โดยภาพรวม การฝังศพถือเป็นวิธีที่พบมากที่สุด ขณะที่การเผาศพจำกัดอยู่ในบางกลุ่มเท่านั้น เช่น ชาวฮินดู

จึงไม่แปลกที่สิงคโปร์ในอดีตจะเต็มไปด้วยพื้นที่สุสาน โดยจากการสำรวจเมื่อ ค.ศ.1978 สิงคโปร์ยังเต็มไปด้วยสุสานขนาดใหญ่และเล็กกระจัดกระจายทั่วทั้งเกาะมากถึง 213 แห่ง หรือคิดเป็นพื้นที่ 3.7% ของขนาดพื้นที่ทั้งหมด

ซึ่งหากย้อนกลับไปในยุคก่อนได้รับเอกราช ปริมาณคงจะมีมากกว่านี้อีก

ผังบริเวณ Mandai Crematorium ในปัจจุบัน

เป็นที่รับรู้ว่า หลังก่อตั้งประเทศภายใต้นโยบายสร้างสิงคโปร์ยุคใหม่บนข้อจำกัดมหาศาลเรื่องที่ดิน สิงคโปร์จำเป็นต้องวางแผนการใช้ที่ดินทุกตารางเมตรอย่างเข้มข้นเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นสมัยใหม่

ภายใต้แนวคิดนี้ สุสานที่ตั้งแทรกอยู่ในชุมชนถูกมองว่าเป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์ ขัดขวางการพัฒนา

และจำเป็นต้องถูกรื้อเพื่อเปิดทางสู่การสร้างชาติ

แม้ทัศนะเชิงลบต่อสุสานจะเริ่มปรากฏเค้าลางมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษแล้ว

แต่การจัดการอย่างเด็ดขาดเข้มงวดแท้จริงล้วนเกิดขึ้นในยุคหลังก่อตั้งประเทศทั้งสิ้น

และที่สำคัญคือ มิได้เกิดขึ้นเพียงความต้องการนำที่ดินสุสานมาพัฒนาเท่านั้น

แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างอุดมการณ์ใหม่ของชาติโดยตรง

อาคารฌาปนกิจ 1 ของ Mandai Crematorium

ในบทความของ Brenda S. A. Yeoh และ Tan Boon Hui เรื่อง The politics of space: changing discourses on Chinese burial grounds in post-war Singapore ซึ่งทำการศึกษาการรื้อและเลิกสุสานชาวจีนแบบเดิมในสิงคโปร์ยุคหลังประกาศเอกราช

ทั้งสองอธิบายไว้น่าสนใจว่า ก่อนก่อตั้งประเทศ ความรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกันของชาวจีนดำเนินไปอย่างเข้มข้นผ่านเครือข่ายตระกูลภาษาและตระกูลแซ่ โดยมีสมาคมชาวจีนต่างๆ เป็นศูนย์กลาง และดำเนินไปผ่านวิธีคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ตลอดจนพิธีกรรมต่างๆ แบบชาวจีน

ซึ่งหนึ่งในแนวคิดหลักของชาวจีนก็คือการบูชาบรรพบุรุษ และตัวกลางสำคัญในเชิงพื้นที่ที่ใช้ในการแสดงออกถึงแนวคิดนี้ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ สุสานและหลุมฝังศพ

ในบทความอธิบายว่า สุสานไม่ได้มีบทบาทสำคัญเพียงในด้านการจัดการความตาย แต่ยังสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครือญาติและพวกพ้องเดียวกัน

สุสานคือพื้นที่ที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายและความภักดีต่อกลุ่มตระกูล

ซึ่งโลกทัศน์แบบนี้ (ในยุคที่สิงคโปร์ต้องการสร้างชาติแบบสมัยใหม่) อาจทำให้เกิดความขัดแย้งในเชิงความภักดีต่อชาติได้

ดังนั้น ในสายตารัฐ นอกเหนือไปจากความต้องการเปลี่ยนสุสานให้เป็นที่พักอาศัย ถนน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

การจัดการความตายแบบเดิมยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งต่อแนวคิดในการสร้างชาติและอาจทำให้เกิดการแย่งชิงความภักดีระหว่างกัน

รัฐจำเป็นต้องเข้ามารื้อโครงสร้างการจัดการความตายทั้งหมด จากที่เคยเป็นหน้าที่ของสมาคมชาวจีนตระกูลต่างๆ มาอยู่ในมือรัฐบาล และเปลี่ยนธรรมเนียมพิธีกรรมที่นำไปสู่การสร้าง “ชุมชนจินตกรรม” แบบชาวจีนเดิม ให้กลายเป็น “ชุมชนจินตกรรม” บนฐานคิดเรื่องชาติสิงคโปร์แทน

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา สุดท้ายในราวปลายทศวรรษ 1970 สุสานทั้งหมดในสิงคโปร์ก็เรียกได้ว่าถูกยกเลิกการใช้งานโดยสมบูรณ์

ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ Choa Chu Kang Cemetery Complex เท่านั้นที่รัฐอนุญาตให้มีการฝังศพได้

อีกทั้งยังให้ฝังได้นานแค่ 15 ปี โดยหลังจากนั้นจะต้องขุดศพออกไปเพื่อนำพื้นที่ไปใช้สำหรับรองรับศพใหม่แทน

พร้อมไปกับการยกเลิกสุสาน พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายแบบเดิม ที่มาพร้อมกับชุมชนจินตกรรมแบบเดิมก็พลอยถูกทำลายและลดทอนลงไปเรื่อยๆ และถูกแทนที่ด้วยการจัดการความตายแบบใหม่ผ่านรูปแบบการเผาศพในอาคารแบบสมัยใหม่ที่เรียกว่า “ฌาปนสถาน” ภายใต้การอ้างอิงและประชาสัมพันธ์ถึงเหตุผลเรื่องความสะอาด ความทันสมัย สุขอนามัย ความรวดเร็ว และความสิ้นเปลืองที่น้อยกว่า

แน่นอน เหตุผลดังกล่าวเป็นความจริงอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่การอ้างเพียงเหตุผลดังกล่าวไม่อาจสะท้อนนัยยะแท้จริงที่มีเบื้องหลังมากกว่านั้นได้

หากพิจารณาตามแนวคิดที่บทความชิ้นนี้เสนอ การเกิดขึ้นของฌาปนสถานในสิงคโปร์ย่อมมิใช่เป็นเพียงการนำเข้าเครื่องจักรสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการจัดการซากศพ แต่ยังเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่เข้ามาจัดการความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ชุมชน และรัฐ เพื่อตอบสนองการสร้างชาติ เป็นหนึ่งในกลไกโยกย้ายเครือข่ายความภักดีแบบดั้งเดิมให้ย้ายมาอยู่ที่ชุมชนจินตกรรมแบบรัฐชาติแทน

และด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม “การแยกซ่อนความตาย” ทั้ง 3 ระดับที่ได้อธิบายไปในตอนที่ผ่านมา (ร่างกาย, จิตวิญญาณ, สัญลักษณ์) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้นโยบายของรัฐชาติสิงคโปร์หลัง ค.ศ.1965 ดำเนินไปได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงมาก

การออกแบบระบบและพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ในการจัดการความตายของ Mandai Crematorium ฌาปนสถานของรัฐที่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการใน ค.ศ.1982 คือตัวอย่างที่อธิบายประเด็นนี้ได้ดีที่สุด

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า ใน ค.ศ.1962 ในยุคปลายของสมัยอาณานิคม สิงคโปร์เคยมีฌาปนสถานสมัยใหม่เปิดใช้งานมาแล้วชื่อ Mount Vernon แต่หากเทียบกับ Mandai แล้ว นัยสำคัญก็แตกต่างกันมาก อีกทั้ง Mount Vernon ปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่ ค.ศ.2004 และถูกรื้อถอนอาคารทั้งหมดไปใน ค.ศ.2018 เรียบร้อยแล้ว เพื่อนำที่ดินไปพัฒนาเป็นอย่างอื่นแทน

ปัจจุบันในสิงคโปร์มีฌาปนสถานเพียง 3 แห่งเท่านั้น โดย 1 แห่งเป็นของรัฐ คือ Mandai Crematorium ส่วนของเอกชนอีก 2 แห่งได้แก่ ฌาปนสถานวัด Tse Tho Aum และฌาปนสถานที่วัด Kong Meng San Por Kark See โดย Mandai เป็นพื้นที่หลักและมีขนาดใหญ่ที่สุด

โดยเมื่อปลาย ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา ยังได้ทำการเปิดใช้งานส่วนต่อขยาย Mandai North Crematorium ขึ้นใหม่ซึ่งทำให้ขยายการจัดการศพได้มากขึ้น

และเหมาะสมที่จะนำมาเป็นตัวแบบในการวิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมดของการจัดการศพในสังคมสิงคโปร์ยุคใหม่

Mandai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสิงคโปร์ในบริเวณเนินเขาที่เป็นย่านชานเมือง การวางผังโดยรวมประกอบด้วยพื้นที่หลัก 3 ส่วนคือ อาคารประกอบพิธีฌาปนกิจ 1 ตั้งอยู่ในบริเวณเกือบกึ่งกลางของพื้นที่ ภายในอาคารประกอบไปด้วย พื้นที่เตาเผาศพ, Service Hall, พื้นที่ส่วนญาติมาคัดเลือกเถ้าอัฐิของผู้ตายเพื่อบรรจุลงโถอัฐิ และสำนักงาน

ส่วนที่สองคือ อาคารบรรจุอัฐิ (Columbarium) มีลักษณะเป็นอาคารสูง 4-5 ชั้น จำนวนหลายหลัง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่โดยรอบของอาคารประกอบพิธีฌาปนกิจ 1

ส่วนที่สามคือ อาคารประกอบพิธีฌาปนกิจ 2 หรือ Mandai North Crematorium ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอาคารประกอบพิธีฌาปนกิจ 1 ภายในประกอบด้วยพื้นที่ใช้ในลักษณะไม่แตกต่างนักจากอาคาร 1 เพียงแต่มีการออกแบบที่ทันสมัยกว่า

ตัวอาคารทั้งหมดของ Mandai ถูกออกแบบด้วยภาษาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เป็นอาคารแบบทางโลกที่ปราศจากองค์ประกอบทางศิลปะสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงเข้ากับศาสนาและความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น แน่นอน การออกแบบพื้นที่ทำได้อย่างสวยงาม ให้บรรยากาศที่ดูสงบ และให้เกียรติผู้ตาย

แต่การออกแบบทั้งหมดก็สะท้อนการจัดการความตายแบบโลกสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์

เป็นฌาปนสถานที่ต้องการแยกซ่อนการจัดการร่างกายผู้ตายให้พ้นออกไปจากสายตาสาธารณะ

ตัดขาดนัยทางจิตวิญญาณของพิธีกรรมงานศพแบบดั้งเดิม

และที่สำคัญที่สุดคือ ตัดบทบาทการเป็นพื้นที่จัดแสดงและผลิตซ้ำ “ทุนทางสัญลักษณ์” (หน้าตา เกียรติยศ และการยอมรับจากสังคม) ที่เคยปรากฏอย่างชัดเจนในงานพิธีศพแบบเดิมออกไปเกือบทั้งหมด

ทว่า การกดทับผ่านพื้นที่ทางสัญลักษณ์อย่างเบ็ดเสร็จของรัฐในฌาปนสถาน ได้นำไปสู่การดิ้นรนต่อรองทางพื้นที่รูปแบบใหม่ของพลเมืองสิงคโปร์

ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้รวมถึงการออกแบบอาคารที่ทำหน้าที่แยกซ่อนความตายอย่างเบ็ดเสร็จของ Mandai จะขอกล่าวถึงในตอนต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...