โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ดุลูก แล้วควรทำอย่างไร: วิธีซ่อมใจลูกและปรับใจพ่อแม่

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 01.48 น. • Features

แม้จะตั้งใจเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจและพยายามควบคุมอารมณ์แค่ไหน แต่ในชีวิตจริงของพ่อแม่ทุกคน คงไม่สามารถอดทนอดกลั้นและใจเย็นกับทุกสถานการณ์ได้ ยิ่งเวลาที่เครียดและเหนื่อย เมื่อต้องมาเจอกับความดื้อของลูก ก็ก็อาจเผลอขึ้นเสียงหรือดุลูกไปโดยไม่ทันยั้งคิดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป คุณพ่อคุณแม่ก็จะเริ่มรู้สึกเสียใจที่ใช้อารมณ์และ ดุลูก กลัวว่าลูกจะเสียใจและกลายเป็นความทรงจำที่ไม่ดีในครอบครัว หรือรู้สึกผิดที่ไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ดีพอ ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้กับพ่อแม่ทุกคน โดยเฉพาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่ตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยความใจเย็นและเข้าใจแต่เมื่อ ดุลูก ไปแล้ว สิ่งสำคัญคือการที่คุณพ่อคุณแม่รู้ตัวทำอะไรผิดพลาด และพยายามหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ ขึ้นอีกนักจิตวิทยาครอบครัวอธิบายว่า การที่พ่อแม่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องไม่ทำอะไรผิดพลาด แต่อยู่ที่ว่าเมื่อคุณพ่อคุณแม่ทำพลาด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ห้ามใจไม่อยู่ แล้วจะกลับมาซ่อมแซมความรู้สึกของลูกได้อย่างไรต่างหาก1. จัดการพายุในใจเราให้สงบก่อนเข้าหาลูก

เมื่อรู้ตัวว่าเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ลูก สิ่งแรกที่ควรทำอาจไม่ใช่การรีบเดินเข้าไปหาลูกทันที เพราะอารมณ์ที่ยังตกค้างอาจทำให้การเข้าไปคุยกับลูกกลายเป็นการตำหนิซ้ำโดยไม่ตั้งใจ การให้เวลาตัวเองตั้งหลักก่อนสักเล็กน้อยจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการซ่อมแซมความสัมพันธ์งานวิจัยของ Kristin Neff นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเรื่อง Self-Compassion หรือการเมตตาต่อตนเอง อธิบายว่า เมื่อคนเรายอมรับว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ และไม่ดุด่าตัวเองมากเกินไป ระบบประสาทจะสามารถกลับสู่สภาวะสงบได้เร็วกว่าการโทษตัวเองอย่างรุนแรงในสถานการณ์แบบนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้เทคนิคง่ายๆ อย่างการทำ Time-out สำหรับผู้ใหญ่ คือถอยออกมาจากสถานการณ์นั้นสักครู่ ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาสงบสติอารมณ์สักไม่กี่นาที วิธีเล็กๆ แบบนี้ช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมเหตุผล การตัดสินใจ และการจัดการอารมณ์ กลับมาทำงานได้ดีขึ้น และเมื่อใจของคุณพ่อคุณแม่เริ่มนิ่งขึ้นแล้ว นั่นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการกลับไปหาลูกมากที่สุด2. เข้าหาลูกด้วยความอ่อนโยนและสบตาในระดับเดียวกัน

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มสงบลงแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกลับเข้าไปหาลูกอย่างอ่อนโยน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรือพยายามทำให้บรรยากาศดูจริงจังเกินไป เพียงเดินเข้าไปหาลูกช้าๆ และพยายามนั่งหรือย่อตัวให้สายตาคุณพ่อคุณแม่อยู่ในระดับเดียวกับสายตาของลูก หรือที่เรียกว่า eye level ซึ่งถือเป็นภาษากายที่สำคัญมากสำหรับเด็กเล็ก เพราะช่วยลดความรู้สึกกดดันหรือความรู้สึกว่าถูกคุกคามจากผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่เหนือกว่านักจิตวิทยาพัฒนาการอธิบายว่า ท่าทางที่ผ่อนคลาย น้ำเสียงที่นุ่มนวล รวมถึงการสัมผัสอย่างอ่อนโยน เช่น การแตะไหล่หรือการกอดเบาๆ สามารถกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมน ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือ ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน ฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และเปิดใจรับการสื่อสารมากขึ้นเมื่อเข้าไปหาลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเรียกชื่อลูกด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้ม หรือพูดอะไรยาวๆ ในทันที สิ่งสำคัญคือให้ความอ่อนโยนปรากฏอยู่ในน้ำเสียงและท่าที เพื่อให้ลูกรับรู้ว่า ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้กำลังโกรธ แต่กำลังกลับมาหาเขาด้วยความรัก3. ขอโทษอย่างจริงใจ โดยไม่มีคำว่า ‘แต่’

นักจิตวิทยาหลายคนมีความเห็นตรงกันว่า การขอโทษลูกคือการแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้ใหญ่ ไม่ใช่การเสียอำนาจในการเลี้ยงดู ตรงกันข้าม มันกลับเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความปลอดภัยทางใจให้ลูกมากที่สุดเพราะฉะนั้น เมื่อพูดคุยกับลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เช่น พูดกับลูกว่า แม่ขอโทษที่เมื่อกี้แม่เสียงดังใส่ลูก แม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือ พ่อเสียใจที่ทำให้ลูกตกใจและเสียใจ ประโยคแบบนี้ทำให้ลูกรับรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และกำลังให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกนอกจากนี้ สิ่งที่ควรระวังมากคือการขอโทษที่ตามด้วยคำว่า ‘แต่’ เช่น “แม่ขอโทษที่ดุ แต่เป็นเพราะลูกดื้อก่อนนะ” เพราะประโยคลักษณะนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่การขอโทษ แต่เป็นการโยนความรับผิดชอบกลับไปให้ลูกโดยไม่รู้ตัวงานวิจัยจาก The Gottman Institute ซึ่งศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวมายาวนาน พบว่าการขอโทษที่มีเงื่อนไขหรือมีการแก้ตัวตามหลัง มักทำให้ความไว้วางใจของอีกฝ่ายลดลงในระยะยาว เพราะผู้ฟังจะรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง4. รับฟังและสะท้อนความรู้สึก (Validate Feelings)

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ขอโทษลูกแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการเปิดพื้นที่ให้ลูกได้พูดถึงความรู้สึกของตัวเองบ้าง ลองถามลูกสั้นๆ อย่างอ่อนโยนว่า ตอนที่แม่ดุ ลูกรู้สึกยังไงบ้าง คำถามง่ายๆ แบบนี้ช่วยให้ลูกเริ่มเชื่อมโยงกับอารมณ์ของตัวเอง และรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังตั้งใจฟังจริงๆ บางครั้งคำตอบของลูกอาจทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกจุกในใจ เช่น ลูกอาจบอกว่าหนูตกใจ หรือหนูคิดว่าแม่ไม่รักหนูแล้ว หากได้ยินคำพูดแบบนี้ สิ่งสำคัญคือการฟังโดยไม่รีบโต้แย้ง ไม่รีบอธิบายเหตุผล หรือพยายามแก้ตัวทันที เพราะในช่วงเวลานั้น สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำอธิบาย แต่คือการที่ใครสักคนรับฟังความรู้สึกของเขาอย่างจริงใจนักจิตวิทยาเรียกกระบวนการนี้ว่า emotional validation หรือการยอมรับและสะท้อนความรู้สึกของอีกฝ่าย เช่น คุณพ่อคุณแม่อาจตอบลูกว่า ลูกตกใจมากเลยใช่ไหมตอนที่แม่เสียงดัง หรือ หนูเสียใจมากเลยใช่ไหมที่พ่อทำแบบนั้น พ่อเข้าใจแล้ว การสะท้อนความรู้สึกแบบนี้ช่วยให้ลูกรับรู้ว่าความรู้สึกของเขามีคุณค่า และได้รับการยอมรับจากคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตในระยะยาว วิธีนี้ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของลูกได้ดีที่สุด เพราะลูกจะเรียนรู้ว่าอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว หรือความเสียใจ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และสามารถจัดการได้ผ่านการพูดคุยและการสื่อสารอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เด็กจะนำไปใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นเมื่อเติบโตขึ้น5. วางแผนร่วมกันและปิดท้ายด้วยอ้อมกอด

เมื่อบรรยากาศระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการค่อยๆ กลับมาพูดถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป้าหมายของการพูดคุยครั้งนี้ไม่ใช่การตำหนิซ้ำ หากเป็นการชวนลูกมาหาทางออกด้วยกัน เช่น อาจถามลูกอย่างนุ่มนวลว่า ครั้งหน้าถ้าลูกยังไม่เก็บของเล่น เราจะทำยังไงดี เพื่อให้แม่ไม่ต้องโกรธและลูกก็ไม่ต้องเสียใจแบบเมื่อกี้ การชวนลูกคิดวิธีแก้ปัญหาร่วมกันแบบนี้ ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ได้ถูกบังคับหรือถูกสั่งเพียงฝ่ายเดียวหลังจากพูดคุยกันแล้ว สิ่งเล็กๆ ที่สำคัญมากคือการปิดท้ายด้วยการแสดงความรักอย่างชัดเจน เช่น การกอดลูกแน่นๆ สักครั้ง การกอดไม่ใช่เพียงท่าทางทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยให้ลูกมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกยังคงมั่นคงเหมือนเดิม การสัมผัสอย่างอบอุ่นยังช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งช่วยลดความเครียดและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับเด็กช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับลูกแล้ว มันคือการยืนยันว่า ต่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความผิดพลาดขึ้นในครอบครัว ความรักก็ไม่ได้หายไปไหน ความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่ได้วัดกันที่ความสมบูรณ์แบบของคุณพ่อคุณแม่ แต่คือความสามารถในการกลับมาหากัน จับมือกัน และเดินหน้าต่อไปด้วยกันหลังจากเหตุการณ์ยากๆ ผ่านไปแล้วอ่านบทความ: Curiosity Parenting : ดุลูกไปทำไม! ลองเปลี่ยนจากคำดุเป็นคำถามอาจทำให้ลูกว่านอนสอนง่ายมากขึ้นอ้างอิงParentsmother.lychildtherapycenterlahealth.harvard.edu

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...