“ไมโครซอฟท์” ทุ่ม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ลงทุน AI ในญี่ปุ่น เร่งขยายฐานเอเชียสู้ Amazon-Google
"ไมโครซอฟท์" ทุ่ม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 4 ปี ลงทุน AI ในญี่ปุ่น ฝึกวิศวกร AI 1 ล้านคน เร่งขยายฐานเอเชียสู้ Amazon-Google
วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 09.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไมโครซอฟท์ประกาศแผนลงทุนในญี่ปุ่นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเอเชีย ท่ามกลางความต้องการบริการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาค
บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ร่วมกับบริษัท Sakura Internet Inc. และบริษัทโทรคมนาคม SoftBank Corp. โดยบริษัทญี่ปุ่นทั้งสองแห่งจะจัดหา GPU และทรัพยากรด้านการประมวลผลอื่น ๆ สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ตามแถลงการณ์ของบริษัท
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังจะลงทุนด้านความร่วมมือด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และมีแผนฝึกอบรมวิศวกร AI จำนวน 1 ล้านคนภายในปี 2572 โดยโครงการนี้จะเน้นให้การประมวลผลข้อมูลอยู่ภายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ แผนการลงทุนดังกล่าวประกาศในช่วงที่ประธานบริษัท แบรด สมิธ เข้าพบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ
ไมโครซอฟท์กำลังแข่งขันกับ Amazon และ Alphabet เพื่อชิงความเป็นผู้นำด้าน AI ในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI และลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับสหรัฐและจีน โดยก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์เพิ่งประกาศลงทุนในสิงคโปร์และไทย และในปี 2567 บริษัทได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนในญี่ปุ่นประมาณ 2,900 ล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปี
อย่างไรก็ตามการลงทุนศูนย์ข้อมูลทั่วโลกของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งมีแผนลงทุนรวมประมาณ 650,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะหลังสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 2
ญี่ปุ่น ซึ่งมีทรัพยากรพลังงานจำกัด ต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% และเริ่มหันกลับไปใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ
อย่างไรก็ตามรัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรงบประมาณประมาณ 1.23 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 7.7 พันล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขั้นสูง โดยญี่ปุ่นต้องการใช้ความแข็งแกร่งด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพื่อครองส่วนแบ่งตลาดโลกมากกว่า 30% ในเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Physical AI” ภายในปี 2583
ในด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์ ไมโครซอฟท์ได้ปรับกลยุทธ์หันมาเน้นขาย Copilot ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI สำหรับการทำงานมากขึ้น แทนการให้ใช้งานฟรีในชุดซอฟต์แวร์ พร้อมทั้งรวมทีม Copilot สำหรับผู้ใช้ทั่วไปและลูกค้าองค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบริการ AI ที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นในผลิตภัณฑ์ของบริษัท
อ้างอิง : www.bloomberg.com