ทำไม “Memory Chip” ถึงกลายเป็นหัวใจของโลกเทคโนโลยียุคใหม่
ทุกครั้งที่คุณถาม ChatGPT, ค้นหาข้อมูลบน Google, ใช้งาน Cloud Service หรือเปิดแอปบนสมาร์ตโฟน เบื้องหลังการทำงานเหล่านี้ล้วนมี Memory Chip เป็นส่วนสำคัญเสมอ แม้ผู้ใช้งานอาจมองไม่เห็นโดยตรง แต่ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบันหน่วยความจำคือหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ระบบดิจิทัลสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีเสถียรภาพ และรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงอาจกล่าวได้ว่า หากชิปประมวลผลเปรียบเสมือน “สมอง” ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Memory Chip ก็คือส่วนที่ทำให้สมองนั้นสามารถจดจำ เข้าถึง และเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างทันท่วงที
*รู้จัก Memory Chip
Memory Chip คือ ชิปที่ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูล และทำให้หน่วยประมวลผลสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ DRAM และ NAND โดย DRAM เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ใช้เก็บข้อมูล ที่ระบบกำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น
จุดเด่นคือความเร็วสูงมาก เหมาะสำหรับงานที่ต้องประมวลผลแบบต่อเนื่อง เช่น การทำงานของคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI ส่วน NAND เป็นหน่วยความจำถาวร ใช้เก็บข้อมูลระยะยาว เช่น ระบบปฏิบัติการ ไฟล์งาน รูปภาพ หรือฐานข้อมูล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พบได้ใน SSD สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วไป
*หัวใจของเทคโนโลยี
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจ คือ Memory Chip เป็นหัวใจของการเติบโตของเทคโนโลยีเกือบทุกประเภทในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตของ AI และ Data Center เนื่องจากระบบ AI ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและต้องดึงข้อมูลมา ใช้อย่างรวดเร็ว จึงต้องพึ่งพาหน่วยความจำในระดับที่สูงกว่า Server ทั่วไปมาก
หน่วยความจำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรอบนี้คือ HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหน่วยความจำความเร็วสูงที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานประมวลผล AI โดยเฉพาะ โดยจุดเด่นของ HBM คือ สามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วมาก ทำงานร่วมกับชิปประมวลผลขั้นสูงได้ดี และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ AI อย่างมีนัยสำคัญ นี่จึงทำให้ HBM กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
โดย Bank of America คาดการณ์ว่าตลาด HBM ในปี 2026 จะมีมูลค่าราว 54.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนหน้า
*ตลาดใหญ่รองรับ Memory
นอกจากฝั่ง AI แล้ว ความต้องการ Memory ยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวรอบใหม่ของ สมาร์ตโฟน และ คอมพิวเตอร์ เนื่องจากอุปกรณ์รุ่นใหม่ต้องรองรับฟังก์ชันที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการมาของ On-device AI ที่ทำให้เครื่องต้องมี RAM และพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น ขณะเดียวกัน รถยนต์สมัยใหม่ ระบบ IoT และอุปกรณ์ Edge Computing ก็ล้วนต้องใช้หน่วยความจำเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ต้องประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และต้องรองรับซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
อีกประเด็นสำคัญ คือ ตลาด Memory Chip เป็นตลาดที่มีผู้เล่นน้อยและมีลักษณะกระจุกตัวสูง โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่รายครองส่วนแบ่งตลาดหลักของโลก ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก เมื่ออุปทานขยายตัวช้ากว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง และเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้และกำไรของผู้ประกอบการ ในกลุ่มนี้
สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนว่า Memory กำลังอยู่ใน “Supercycle” Bank of America เรียกปี 2026 ว่าเป็น “Supercycle ที่คล้ายคลึงกับยุคบูมของทศวรรษ 1990” โดยคาดว่ารายได้ DRAM ทั่วโลกจะพุ่งขึ้น 51% และ NAND จะเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบปีต่อปี
*ดีมานด์สูง
แม้ธุรกิจ Memory จะมีลักษณะเป็นวัฏจักร แต่รอบนี้มีความแตกต่างจากอดีตเพราะไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวตามรอบอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจาก AI เข้ามาซ้อนทับด้วย IDC ชี้ว่าอุปทาน DRAM และ NAND ในปี 2026 จะเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อยู่ที่ราว 16% และ 17% ตามลำดับ ในขณะที่ความต้องการยังคงแข็งแกร่ง ทำให้เกิดภาวะอุปสงค์สูงกว่าอุปทาน (Supply/Demand Imbalance) ซึ่งอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027
ทั้งหมดนี้ทำให้ Memory Chip ไม่ได้เป็นเพียงชิปสำหรับเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลยุคใหม่ และเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าจับตาในระยะข้างหน้า
คอลัมน์: How to ลงทุน by MFC
โดย ชุติมน แก้วคีรี
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)