โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่งศาลฟัน44ส้ม เคาะพักโทษแม้ว

ไทยโพสต์

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 21.19 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 17.01 น.

ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบยื่นศาลฎีกาฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลชงแก้มาตรา 112 แล้ว จับตาถ้ารับคำร้อง 10 สส.พรรคส้มต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เท้ง” เพ้อกลุ่มชนชั้นนำมุ่งใช้นิติสงคราม ส่วน “โรม” โพสต์โคลงศรีปราชญ์โต้ “หมอวาโย” งัดระบอบประชาธิปไตยสู้บอกสภาห้ามขาดผู้นำฝ่ายค้าน “คกก.พักโทษเรือนจำกลางคลองเปรม” มีมติเห็นชอบ “ทักษิณ” ติด 1 ใน 10 รายชื่อผู้ต้องขังผ่านเกณฑ์พักโทษ

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.ทั้งหมด และขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อนนั้น

ล่าสุด มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำร้องเพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (กก.) ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้จะส่งคำร้องให้สำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป

ทั้งนี้ หากศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าว และไม่มีคำสั่งอื่นใด 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เป็น 1 ใน 44 สส.อดีตพรรค กก. ต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที

โดยรายชื่อของ 44 สส.พรรค กก.ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามพรรค ปชน. ที่อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนเป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ด้านนายณัฐพงษ์โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไป ผ่านกระบวนการนิติสงคราม แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่อย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินผลเป็นแบบใด”

นายณัฐพงษ์โพสต์อีกว่า หวังว่าประชาชนคนไทยทุกคนจะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกัน

ขณะที่นายรังสิมันต์โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ โดยยกโคลงศรีปราชญ์ว่า ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

ส่วน นพ.วาโยให้สัมภาษณ์ว่า ได้เตรียมความพร้อม โดยการเตรียมคำร้องเอาไว้ 3 เรื่อง คำร้องแรกเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คือ ขอให้ศาลสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ โดยทั้ง 10 คนที่เป็น สส.อยู่ขณะนี้ เราเตรียมคำร้องไว้ 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้แก่ นายณัฐพงษ์จะชี้ให้ศาลท่านได้เห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาต้องมีผู้นำสูงสุดของฝ่ายค้านคือ ผู้นำฝ่ายค้าน ปฏิบัติหน้าที่ในสภา หากสูญเสียการปฏิบัติหน้าที่ไป ก็เป็นผลเสียกับระบอบประชาธิปไตยมากกว่า หรือกรณีของ น.ส.ศิริกัญญา ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ เราก็ไม่รู้ว่าเปิดสภาไปจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีเลยหรือไม่ ซึ่งถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ การเมืองก็มีอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือแม้แต่กลุ่ม สส.เขต ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยในเขตต่างๆ หรือ สส.บัญชีรายชื่อ ที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย ก็เตรียมคำร้องเอาไว้

นพ.วาโยกล่าวต่อว่า คำร้องฉบับที่สอง เป็นคำร้องที่ขอให้ศาลท่านไม่รับคำร้อง ซึ่งเป็นแบบฟอร์มทั่วไปที่เราต้องทำอยู่แล้ว คำร้องฉบับที่สาม ขอศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนพิจารณา ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งแล้วตั้งแต่ต้น ว่าการทำงานของ ป.ป.ช.ปฏิบัติขัดกับตัวกฎหมายและระเบียบภายในของ ป.ป.ช.เองในหลายขั้นตอน

“ป.ป.ช.ทำสำนวนคดีนี้เรียกว่าแทบทำอยู่ฝ่ายเดียว ทางฝั่งพวกผมทำได้แค่ส่งพยานหลักฐานเอกสารเข้าไปแก้ข้อกล่าวหา แต่ ป.ป.ช.สืบพยานบุคคล ไปหมายคนนั้นคนนี้ เจ้าหน้าที่คนนั้นคนนี้ หรือเพื่อนที่อาจจะเคยร่วมอุดมการณ์กันมาก่อน ถูกเชิญเข้าไปนำสืบต่างๆ มากมาย ซึ่งทางพวกผมเองถูกกล่าวหาแล้ว ส่วนนั้นก็ถูกนำมาเป็นพยานหลักฐานด้วย แต่ขอคัดถ่ายก็ไม่ให้เลย ขอดูว่าแต่ละคนเบิกความอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร ก็บอกว่ามีแค่นี้แหละ แต่ก็ไม่เป็นไร ทั้งหมดนี้ พวกผมก็บันทึกทั้งหมด และอายุความต่างๆ ของฝั่ง ป.ป.ช. ที่อาจต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ก็ยังพอรอเวลาได้” นพ.วาโยกล่าว

เมื่อถามว่า คำร้องของแต่ละคนที่จะแก้ต่างไม่เหมือนกันเลยใช่หรือไม่ นพ.วาโยกล่าวว่า คำร้องของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนเราไม่ Copy Paste แต่การทำงานของ ป.ป.ช.แทบจะ Copy Paste ทั้งหมด 98% ของทางฝั่งตนเองไม่มีเลย ทนายประกบกันคนต่อคน ไม่มีใครที่เหมือนกันหรอก ความคิดความอ่านมันเป็นปัจเจก ไม่มีใครที่เขาเหมือนกัน ก็สู้กันไปแบบนี้

เมื่อถามว่า มีนัยอะไรหรือไม่ที่มีมติช่วงนี้ นพ.วาโยกล่าวว่า ไม่ได้มีอะไรแล้ว มีอยู่อย่างเดียวที่มีนัยทางการเมืองคือ วันที่ 9 ก.พ. หลังจากวันเลือกตั้ง 1 วัน ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้วันที่ 9 ก.พ. แต่พวกตนเองดันแพ้ไง กด Snooze ไม่ทัน ก็ล่อกันวันที่ 9 ก.พ. ก็ไม่เป็นไร ถ้ากรณีนี้ พรรคส้มชนะมันก็คงจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็คิดว่าตอนนี้เขาไม่ได้อะไรแล้วแหละ แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจที่ ป.ป.ช.จะมีมติสั่งฟ้อง เพราะว่าในคดีแบบนี้ ซึ่งเป็นคดีใหม่ที่มีตามรัฐธรรมนูญ 2560 เขาคงมองไม่ได้ต่างกัน ตำรวจก็น่าจะแทบทำคดีทุกเคสที่มีผู้ไปแจ้งความ อัยการก็ส่วนมากก็สั่งฟ้อง และส่งไปที่ศาล

“เอาเป็นว่าถ้าตำรวจและอัยการสั่งไม่ฟ้อง ป.ป.ช.สั่งไม่ฟ้อง มันก็เหมือนข้อพิพากษาไปแล้ว แปลว่าเขาเองจะต้องเป็นคนรับเผือกร้อนนั้นในการตอบคำถามว่าทำไมเขาถึงไม่สั่งฟ้อง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้แปลกใจ เพราะการที่จะมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง ผมคิดว่าต้องใช้ความกล้าหาญและมโนธรรมศีลธรรมค่อนข้างสูง ในการที่มีความเห็นไม่สั่งฟ้อง เพราะเสมือนว่าเขาได้เป็นคนพิพากษาพวกเราไปแล้วว่าเราไม่ผิด” นพ.วาโยกล่าว

วันเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เผยว่า เรือนจำกลางคลองเปรมได้นำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำแล้ว โดยคณะกรรมการฯ เห็นชอบมีมติให้ 10 รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักโทษเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมเสนอรายชื่อ 10 นักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษไปยังกรมราชทัณฑ์ โดยมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป

สำหรับขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์จะพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อเสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยคณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษ และเมื่อคณะอนุกรรมการฯ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร

สำหรับการติดหรือไม่ติดกำไล EM นั้น ในกรณีของนายทักษิณ หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.2569 ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้นที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...