การเดิมพัน 125 ล้านปอนด์ของ ลิเวอร์พูล! อเล็กซานเดอร์ อีซัค ดีลนี้ล้มเหลวหรือยัง?
ย้อนกลับไปเมื่อ 12 เดือนก่อน อีซัค ถูกยกให้เป็นกองหน้าที่อันตรายที่สุดอันดับสองในฟุตบอลอังกฤษ รองจาก เออร์ลิง ฮาลันด์ และจากฟอร์มในตอนนั้นกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทุกคนซูฮกว่านี่คือดาวยิงที่อันตรายจริงๆ
สตาร์ชาวสวีดิชมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ พีเอฟเอ และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนธันวาคม หลังยิง 8 ประตูจาก 6 นัดติดต่อกัน รวมทั้งยังทำสถิติยิงประตูที่แรงที่สุดในฤดูกาล 2024/25 จากลูกยิงสุดดุดันผ่าน ควีวิน เคลเลเฮอร์ ที่สนามเซนต์ เจมส์ พาร์ค
สถิติรวม 54 ประตูจาก 86 นัดในพรีเมียร์ลีก (เฉลี่ย 0.63 ประตูต่อเกม) ทำให้ อีซัค อยู่ในระดับเดียวกับสุดยอดดาวยิงของลีก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ลิเวอร์พูล จ่ายเงิน 125 ล้านปอนด์ (ราว5,375 ล้านบาท) เพื่อซื้อนักเตะมาร่วมทัพ แต่จนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่เห็น ดาวเตะชาวสวีดิช ในเวอร์ชั่นเดิมเลย !!
1. ความวุ่นวายก่อนพรีเมียร์ลีกจะเปิดฉาก
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมฤดูกาลของ อีซัค ถึงสะดุดตั้งแต่ต้น ต้องย้อนกลับไปช่วงซัมเมอร์วันที่ 19 สิงหาคม เขาโพสต์แถลงการณ์ผ่านอินสตาแกรม กล่าวหา นิวคาสเซิ่ล ว่าผิดสัญญาที่เคยให้ไว้เกี่ยวกับการเปิดทางให้ย้ายทีม ซึ่ง "สาลิกาดง" ปฏิเสธทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันต่อสาธารณะตลอดช่วง 12 วันที่เหลือของตลาดนักเตะ
อีซัค ดำเนินการสไตรก์ไปเลย เขาปฏิเสธการฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ขณะที่ เอ็ดดี้ ฮาว ตัดสินใจส่งนักเตะกลับบ้านจากทัวร์ปรีซีซั่นที่กลาสโกว์ ทั้งที่เดินทางไปกับทีมแล้ว แต่ถูกมองว่าสภาพจิตใจไม่พร้อม
เมื่อ ลิเวอร์พูล ปิดดีลได้ในวันที่ 1 กันยายน ด้วยค่าตัวสถิติใหม่ของอังกฤษ นิวคาสเซิ่ล ประกาศการย้ายทีมด้วยแถลงการณ์สั้นๆ โดยไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ หรือการกล่าวถึงความสำเร็จใดๆ ของนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นประตูที่ทำได้ ประตูชัยในนัดชิงคาราบาว คัพ หรือช่วงเวลา 3 ปีที่รับใช้สโมสร
มันคือการอำลาที่เย็นชาอย่างที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ
2. การย้ายทีมช้าส่งผลกระทบหลายด้าน
ผลจากเรื่องราวทั้งหมดทำให้ อีซัค ได้ย้ายมาถึงแอนฟิลด์โดยไม่มีช่วงปรีซีซั่นเลย เขาไม่ได้ลงเล่นเกมทางการมาตั้งแต่นัดสุดท้ายที่เล่นให้ นิวคาสเซิ่ล เมื่อเดือนพฤษภาคม และก็ไม่ได้ซ้อมอย่างจริงจังมาหลายสัปดาห์
อาร์เน่อ สล็อต จึงตัดสินใจไม่ใส่ชื่อ กองหน้าทีมชาติสวีเดน ในทีมสำหรับเกมวันที่ 14 กันยายนที่พบกับ เบิร์นลีย์ โดยให้เหตุผลว่าสภาพร่างกายของนักเตะยังฟิตไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันจริง
การประเดิมสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ของเขาเกิดขึ้นสามวันถัดมา ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่เอาชนะ แอตเลติโก มาดริด แต่ฟอร์มของเจ้าตัวดูเหมือนนักเตะที่ยังต้องพยายามปรับตัว คล้ายกับคนที่กำลังหาทางของตัวเองอยู่ในความมืด
3. ฤดูกาลแห่งการสะดุดไม่สิ้นสุด
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ใช่การค่อยๆ ปรับตัว แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแต่ละครั้งก็ยิ่งน่าหงุดหงิดมากขึ้น เพราะ อีซัค ไม่สามารถเรียกสภาพความฟิต และผลงานชั้นยอดออกมาได้เลย
ประตูแรกของ อีซัค ภายใต้สีเสื้อ "เดอะ เร้ดส์" เกิดขึ้นในศึกคาราบาว คัพ พบ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อวันที่ 23 กันยายน หลังจากนั้นเขาก็ยิงไม่ได้ในพรีเมียร์ลีกนานถึงสองเดือน อาการบาดเจ็บที่ขาหนีบในช่วงกลางเดือนตุลาคม จากเกมชนะ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ทำให้ต้องพักไป 5 นัด และเหมือนต้องเริ่มต้นเรียกความฟิตใหม่อีกครั้ง ทั้งที่กำลังเริ่มจับจังหวะได้
เมื่อเจ้าตัวกลับมาลงสนามในช่วงปลายพฤศจิกายน ณ เวลานั้น อูโก้ เอกิติเก้ ก็ยึดตำแหน่งตัวรุกที่มีประสิทธิภาพที่สุดของทีมไปแล้ว และคำถามเกี่ยวกับบทบาทของ อีซัค ก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ประตูแรกในพรีเมียร์ลีกของเขามาถึงในวันที่ 30 พฤศจิกายน เกมบุกชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-0 เป็นการจบสกอร์ที่เฉียบคมและนิ่ง และในช่วง 3 สัปดาห์ต่อมา นักเตะเริ่มดูเฉียบขึ้น การเคลื่อนที่มีเป้าหมายมากขึ้น และเริ่มเข้าขากับเพื่อนร่วมทีม
4. วันแห่งหายนะ
อย่างไรก็ตามในวันที่ 20 ธันวาคม ทุกอย่างก็พังลงอีกครั้ง เมื่อ อีซัค ยิงประตูได้ในเกมบุกชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-1 แต่จังหวะเข้าปะทะหนักของ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน ตอนที่เขากำลังยิง ทำให้กระดูกน่องแตก ต้องเข้ารับการผ่าตัดภายในไม่กี่วัน และตั้งแต่นั้นมา เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ลงเล่นเกมทางการอีกเลย
จนถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม อีซัค พลาดการลงสนามติดต่อกันถึง 20 นัด โดย สล็อต ยืนยันว่าเขาอาจมีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันที่ 8 เมษายน
อย่างไรก็ตาม เฮดโค้ชชาวดัตช์ ยอมรับแบบตรงๆ ว่าโอกาสที่ อีซัค จะฟิตสมบูรณ์และสามารถลงเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ได้อย่างเต็มที่น่าจะเกิดขึ้นในซีซั่นหน้า ซึ่งสำหรับนักเตะค่าตัว 125 ล้านปอนด์ คำว่า "ฤดูกาลหน้า" คือคำที่เจ็บปวดเหลือเกิน
5. เปรียบเทียบดีล เอกิติเก้
ผลงานของ อีซัค กับเม็ดเงินที่ ลิเวอร์พูล ทุ่มซื้อถือว่าน่าผิดหวัง และมันยิ่งแย่เข้าไปอีกเมื่อมีการเปรียบเทียบผลงานของเขากับ อูโก้ เอกิติเก้ ที่ "หงส์แดง" ควักกระเป๋าเพียง 79 ล้านปอนด์ (ราว 3,397 ล้านบาท) คว้าตัวมาจากไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต
สตาร์ชาวฝรั่งเศส กลายเป็นกองหน้าที่โดดเด่นที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ ตัวเลขบอกทุกอย่างชัดเจน นั่นก็คือ 11 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก ลงเล่น 1,810 นาที เรตติ้ง FotMob อยู่ที่ 7.08 เขาลงตัวจริง 28 เกมในลีก และยังทำประตูได้ทั้งในแชมเปียนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ ขณะที่อายุเพียง 23 ปี และยังพัฒนาได้อีกมาก
ในทางกลับกัน อีซัค มีเพียง 2 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงเล่น 508 นาที เอกิติเก้ ยิงมากกว่าถึง 5 เท่า ทั้งที่ลงเล่นมากกว่าราว 3 เท่า แม้กระทั่งก่อนที่เขาจะบาดเจ็บขาหัก อิซัคก็เริ่มมีปัญหาในการพิสูจน์ตัวเองเพื่อยึดตำแหน่งตัวจริง
6. ดีลนี้ล้มเหลวหรือไม่ ?
ประวัติอาการบาดเจ็บของ อีซัค สมัยอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล มีค่อนเข้างเยอะ เขาเคยพลาดลงเล่น 16 นัดในฤดูกาลแรก (2022/23) จากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขา และเรื่องความทนทานของร่างกาย ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่ากังวลมาตลอด
จริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูล ก็เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้ว ประวัติศาสตร์ของสโมสรกับกองหน้าค่าตัวแพงเต็มไปด้วยทั้งช่วงรุ่งและช่วงร่วง ตั้งแต่ยุคพีคระดับโลกของ เฟร์นานโด ตอร์เรส ที่จบลงแบบไม่สวย, ความยอดเยี่ยมของ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ แต่ก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน, การทดลองที่ล้มเหลวกับ มาริโอ บาโลเตลลี่ รวมทั้ง แอนดี้ แคร์โรลล์ ที่ย้ายมาแพงแต่ฟอร์มน่าผิดหวัง
แม้ อีซัค ยังไม่ถึงขั้นถูกจัดอยู่ในการลงทุนที่ล้มเหลว เพราะเพิ่งย้ายมาเล่นกับ ลิเวอร์พูล เพียงซีซั่นแรกแถมโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน แต่ด้วยการที่นักเตะยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็น "ดีลเปลี่ยนเกม" สมกับค่าตัว 125 ล้านปอนด์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" รู้สึกผิดหวัง!!