โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘โลกเปลี่ยน พอร์ตต้องเปลี่ยน’ สรุปกลยุทธ์สู้ความผันผวนโลก จากเอ็กซ์คลูซีฟทอล์ก KAsset x JPMAM

TODAY

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 08.00 น. • TODAY

จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายได้ง่าย ๆ แบบนี้ หลายคนก็คงมีคำถามอยู่ในใจ ว่าตอนนี้เราควรจะต้องขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้อยู่ดีไหม ? หรือจะถือต่อไปแม้หนทางข้างหน้ายังดูไม่แน่นอนก็ตาม ?

ซึ่งหลังจากได้ฟังงานสัมมนาสุดพิเศษ ที่ทาง บลจ. กสิกรไทย หรือ KAsset ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ร่วมกันจัดขึ้นมาอย่าง ‘Exclusive Investment Talk: Geopolitics, Policy Shifts and Portfolio Implication’ โดยมีคุณ วิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหารของ KAsset และคุณ Geng Ngarmboonanant ตำแหน่ง Deputy Head of Research and Head of Macro and Policy, Multi-Asset Solutions, JPMAM มาร่วมให้มุมมองในครั้งนี้

ทาง TODAY Bizview ก็พบว่ามี Insight น่าสนใจหลายอย่าง ที่น่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

[ ตลาดมองความขัดแย้งตะวันออกกลาง รุนแรงแต่จบเร็ว ]

จากข้อมูลของ JPMAM แม้จะมีการคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อาจจะลดดอกเบี้ยน้อยลงในปีนี้ จาก 3 ครั้งเป็น 1 ครั้ง

แต่ภาพการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวของนักลงทุนในตลาดตอนนี้ยังไม่เปลี่ยนไป เพราะมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้แม้จะรุนแรงบานปลาย แต่ก็น่าจะจบได้โดยเร็ว

ถึงอย่างนั้นความเสี่ยงที่ยังคงต้องระวัง ก็คือการที่โครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันและพลังงานในตะวันออกกลางที่ถูกทำลาย และสงครามที่อาจยืดเยื้อยาวนานจนเกินคาด จนตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ก็อาจบีบให้ Fed ต้องเปลี่ยนท่าทีในการดำเนินนโยบายในปีนี้ได้

[ ความเป็นอิสระของ Fed และทิศทางของดอกเบี้ย ]

เมื่อพูดถึงนโยบายของ Fed การเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ ที่อาจมีทีท่าต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างไปจากเดิม ก็ทำให้หลายคนจับตามอง ว่าทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกานั้นจะเป็นไปในทิศทางไหน

โดยเฉพาะมุมมองเรื่องการลดงบดุลของ Fed และการไม่ชอบส่งสัญญาณล่วงหน้า หรือ Forward Guidance รวมทั้งการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลังและ Fed ก็นำไปสู่คำถามว่า Fed จะยังรักษาความเป็นอิสระได้อยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทาง JPMAM มองว่า ความเป็นอิสระของ Fed นั้นยังคงอยู่ จากความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งยังคงแข็งแกร่ง สวนทางกับความกังวลในเรื่องนี้ นักลงทุนจึงยังไม่ควรตื่นตระหนก แค่เพียงติดตามอย่างใกล้ชิดก็เพียงพอ

[ บางความเสี่ยงถูกประเมินค่าต่ำ แต่ทำให้เกิดผลกระทบสูง ]

แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐอเมริกา จะยังอยู่ที่ประมาณ 100% ของ GDP แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงหลัง ก็ทำให้ภาระดอกเบี้ยตอนนี้สูงกว่างบประมาณป้องกันประเทศไปแล้ว ซึ่งถ้าหากอัตราดอกเบี้ยนั้นเริ่มจะสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อไร ก็เสี่ยงที่จะทำให้ภาระหนี้พุ่งสูงจนเกินควบคุมได้เหมือนกัน

อีกทั้งผู้ซื้อรายใหญ่ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่เหล่าธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ที่ความต้องการซื้อค่อนข้างนิ่งกว่า แต่คือเหล่ากองทุน Hedge Funds ที่พร้อมโยกย้ายเงินทันทีเพื่อหาผลตอบแทน ทำให้อัตราดอกเบี้ยหลังจากนี้จะความผันผวนมากขึ้น และทำให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนการที่สหรัฐฯ ดึงฐานการผลิตออกจากจีนกลับมายังประเทศตัวเอง หรือ ประเทศพันธมิตร ตอนนี้ก็ได้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวร ที่ไม่ว่าต่อจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นใคร ก็จะดำเนินนโยบายแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจแบบนี้ต่อไป บีบให้สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้าสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านโครงสร้างประชากรก็น่ากังวลไม่แพ้กัน โดยในปี 2030 สหรัฐอเมริกาจะมีอัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิด ซึ่งจะทำให้กลายเป็นเพดานที่จำกัดการเติบโต GDP ในระยะยาวของสหรัฐฯ

[ กระจายความเสี่ยงแบบใหม่ รับมือโลกที่ไม่เหมือนเดิม ]

การลงทุนแบบ Diversification นั้นยังคงสำคัญ เพราะจากที่แต่ก่อน การกระจายความเสี่ยงแบบลงทุนหุ้น 60% และพันธบัตร 40% จะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการลงทุนหุ้น 100% แต่ความผันผวนต่ำกว่ากันมาก

แต่ในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป การกระจายความเสี่ยงเพียงแค่ลงทุนหุ้นกับพันธบัตร อาจไม่ได้ช่วยลดความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเดิม จึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ เพิ่ม อย่างเช่น ทองคำ, สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Asset) และโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างเช่นในปัจจุบัน นักลงทุนสถาบัน ก็กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรือ สินทรัพย์นอกตลาด (Private Asset) เช่นกัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับหุ้นและพันธบัตร ซึ่งจะช่วยลดความผันผวน และเพิ่มผลตอบแทนได้ในระยะยาว

รวมไปถึงกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป, ญี่ปุ่น รวมไปถึงตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets เพื่อหาโอกาสจากการที่ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลง

สรุปจากการพูดคุยครั้งนี้ คำที่เราต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ “Stay Calm” หรือนิ่งไว้ และให้ยึดกระบวนการการลงทุน หรือ Process เป็นหลัก อย่างเช่น การจัดพอร์ตสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation) ที่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น โดยไม่ควรตัดสินใจลงทุนตามพาดหัวข่าวรายวัน เพราะการเข้าซื้อขายตามเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์นั้นทำได้ยากมาก

เพราะเวลาที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในโลก นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำผิดพลาด ด้วยการรีบขายหุ้นออกไป ทั้งที่เมื่อลองดูข้อมูลดัชนี S&P500 ย้อนกลับไป ในทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตลอดช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา ก็กลับกลายเป็นว่าหลังจากนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลและพากันเทขายจนตลาดร่วงแรงนั้น โดยเฉลี่ยแล้วก็ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 12 วัน สุดท้ายดัชนีตลาดหุ้นก็จะปรับตัวกลับไปสู่จุดเดิม

สุดท้ายแล้วจาก Insight ทั้งหมด คำถามต่อไปที่เราควรจะถามตัวเอง คงไม่ใช่การเลือกระหว่างถือหุ้นต่อไปหรือจะขายสินทรัพย์ออกมา แต่คือการตั้งสติและกลับไปทบทวนว่า พอร์ตการลงทุนของเรานั้น ได้มีการกระจายความเสี่ยงและจัดวางสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์อย่างแข็งแกร่งแล้วหรือไม่ ที่จะทำให้เราก้าวผ่านความผันผวนระยะสั้นได้ และปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดใหม่ที่จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้วนับจากนี้

#Sponsored_By #KAsset

คำเตือน: ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...