‘โลกเปลี่ยน พอร์ตต้องเปลี่ยน’ สรุปกลยุทธ์สู้ความผันผวนโลก จากเอ็กซ์คลูซีฟทอล์ก KAsset x JPMAM
จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายได้ง่าย ๆ แบบนี้ หลายคนก็คงมีคำถามอยู่ในใจ ว่าตอนนี้เราควรจะต้องขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้อยู่ดีไหม ? หรือจะถือต่อไปแม้หนทางข้างหน้ายังดูไม่แน่นอนก็ตาม ?
ซึ่งหลังจากได้ฟังงานสัมมนาสุดพิเศษ ที่ทาง บลจ. กสิกรไทย หรือ KAsset ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ร่วมกันจัดขึ้นมาอย่าง ‘Exclusive Investment Talk: Geopolitics, Policy Shifts and Portfolio Implication’ โดยมีคุณ วิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหารของ KAsset และคุณ Geng Ngarmboonanant ตำแหน่ง Deputy Head of Research and Head of Macro and Policy, Multi-Asset Solutions, JPMAM มาร่วมให้มุมมองในครั้งนี้
ทาง TODAY Bizview ก็พบว่ามี Insight น่าสนใจหลายอย่าง ที่น่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
[ ตลาดมองความขัดแย้งตะวันออกกลาง รุนแรงแต่จบเร็ว ]
จากข้อมูลของ JPMAM แม้จะมีการคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อาจจะลดดอกเบี้ยน้อยลงในปีนี้ จาก 3 ครั้งเป็น 1 ครั้ง
แต่ภาพการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวของนักลงทุนในตลาดตอนนี้ยังไม่เปลี่ยนไป เพราะมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้แม้จะรุนแรงบานปลาย แต่ก็น่าจะจบได้โดยเร็ว
ถึงอย่างนั้นความเสี่ยงที่ยังคงต้องระวัง ก็คือการที่โครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันและพลังงานในตะวันออกกลางที่ถูกทำลาย และสงครามที่อาจยืดเยื้อยาวนานจนเกินคาด จนตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ก็อาจบีบให้ Fed ต้องเปลี่ยนท่าทีในการดำเนินนโยบายในปีนี้ได้
[ ความเป็นอิสระของ Fed และทิศทางของดอกเบี้ย ]
เมื่อพูดถึงนโยบายของ Fed การเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ ที่อาจมีทีท่าต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างไปจากเดิม ก็ทำให้หลายคนจับตามอง ว่าทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกานั้นจะเป็นไปในทิศทางไหน
โดยเฉพาะมุมมองเรื่องการลดงบดุลของ Fed และการไม่ชอบส่งสัญญาณล่วงหน้า หรือ Forward Guidance รวมทั้งการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลังและ Fed ก็นำไปสู่คำถามว่า Fed จะยังรักษาความเป็นอิสระได้อยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทาง JPMAM มองว่า ความเป็นอิสระของ Fed นั้นยังคงอยู่ จากความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งยังคงแข็งแกร่ง สวนทางกับความกังวลในเรื่องนี้ นักลงทุนจึงยังไม่ควรตื่นตระหนก แค่เพียงติดตามอย่างใกล้ชิดก็เพียงพอ
[ บางความเสี่ยงถูกประเมินค่าต่ำ แต่ทำให้เกิดผลกระทบสูง ]
แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐอเมริกา จะยังอยู่ที่ประมาณ 100% ของ GDP แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงหลัง ก็ทำให้ภาระดอกเบี้ยตอนนี้สูงกว่างบประมาณป้องกันประเทศไปแล้ว ซึ่งถ้าหากอัตราดอกเบี้ยนั้นเริ่มจะสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อไร ก็เสี่ยงที่จะทำให้ภาระหนี้พุ่งสูงจนเกินควบคุมได้เหมือนกัน
อีกทั้งผู้ซื้อรายใหญ่ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่เหล่าธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ที่ความต้องการซื้อค่อนข้างนิ่งกว่า แต่คือเหล่ากองทุน Hedge Funds ที่พร้อมโยกย้ายเงินทันทีเพื่อหาผลตอบแทน ทำให้อัตราดอกเบี้ยหลังจากนี้จะความผันผวนมากขึ้น และทำให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนการที่สหรัฐฯ ดึงฐานการผลิตออกจากจีนกลับมายังประเทศตัวเอง หรือ ประเทศพันธมิตร ตอนนี้ก็ได้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวร ที่ไม่ว่าต่อจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นใคร ก็จะดำเนินนโยบายแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจแบบนี้ต่อไป บีบให้สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้าสู่ตลาดโลก
นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านโครงสร้างประชากรก็น่ากังวลไม่แพ้กัน โดยในปี 2030 สหรัฐอเมริกาจะมีอัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิด ซึ่งจะทำให้กลายเป็นเพดานที่จำกัดการเติบโต GDP ในระยะยาวของสหรัฐฯ
[ กระจายความเสี่ยงแบบใหม่ รับมือโลกที่ไม่เหมือนเดิม ]
การลงทุนแบบ Diversification นั้นยังคงสำคัญ เพราะจากที่แต่ก่อน การกระจายความเสี่ยงแบบลงทุนหุ้น 60% และพันธบัตร 40% จะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการลงทุนหุ้น 100% แต่ความผันผวนต่ำกว่ากันมาก
แต่ในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป การกระจายความเสี่ยงเพียงแค่ลงทุนหุ้นกับพันธบัตร อาจไม่ได้ช่วยลดความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเดิม จึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ เพิ่ม อย่างเช่น ทองคำ, สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Asset) และโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างเช่นในปัจจุบัน นักลงทุนสถาบัน ก็กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรือ สินทรัพย์นอกตลาด (Private Asset) เช่นกัน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับหุ้นและพันธบัตร ซึ่งจะช่วยลดความผันผวน และเพิ่มผลตอบแทนได้ในระยะยาว
รวมไปถึงกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป, ญี่ปุ่น รวมไปถึงตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets เพื่อหาโอกาสจากการที่ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลง
สรุปจากการพูดคุยครั้งนี้ คำที่เราต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ “Stay Calm” หรือนิ่งไว้ และให้ยึดกระบวนการการลงทุน หรือ Process เป็นหลัก อย่างเช่น การจัดพอร์ตสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation) ที่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น โดยไม่ควรตัดสินใจลงทุนตามพาดหัวข่าวรายวัน เพราะการเข้าซื้อขายตามเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์นั้นทำได้ยากมาก
เพราะเวลาที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในโลก นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำผิดพลาด ด้วยการรีบขายหุ้นออกไป ทั้งที่เมื่อลองดูข้อมูลดัชนี S&P500 ย้อนกลับไป ในทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตลอดช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา ก็กลับกลายเป็นว่าหลังจากนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลและพากันเทขายจนตลาดร่วงแรงนั้น โดยเฉลี่ยแล้วก็ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 12 วัน สุดท้ายดัชนีตลาดหุ้นก็จะปรับตัวกลับไปสู่จุดเดิม
สุดท้ายแล้วจาก Insight ทั้งหมด คำถามต่อไปที่เราควรจะถามตัวเอง คงไม่ใช่การเลือกระหว่างถือหุ้นต่อไปหรือจะขายสินทรัพย์ออกมา แต่คือการตั้งสติและกลับไปทบทวนว่า พอร์ตการลงทุนของเรานั้น ได้มีการกระจายความเสี่ยงและจัดวางสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์อย่างแข็งแกร่งแล้วหรือไม่ ที่จะทำให้เราก้าวผ่านความผันผวนระยะสั้นได้ และปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดใหม่ที่จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้วนับจากนี้
#Sponsored_By #KAsset
คำเตือน: ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน