โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

1 ปี กรณีตึกสตง.ถล่ม ‘ACT’ เรียกร้องรัฐบาลเปิด ‘รายงานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง’

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นี่ไม่ใช่แค่ตึกพัง แต่คือคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าทั้งระบบพังตรงไหน

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จี้รัฐบาลเปิด “รายงานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง” กรณีตึกสตง. ถล่มครบ 1 ปี พร้อมชวนสังคมจับตา “3 กลุ่มคดี” ได้แก่ “นอมินี-ออกแบบ ควบคุมก่อสร้าง-ฮั้วประมูล”

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่บทความ “เราได้เห็นอะไรจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม หลังผ่านไป 1 ปี” ผ่านเพจ Mana Nimitmongkol ความว่า คนไทยจะไม่ลืมเรื่องตึกถล่มและพูดถึง สตง. ในแง่ลบไปอีกนาน เพราะ สตง. เป็นองค์กรที่ต้องตรวจสอบความซื่อสัตย์ของทุกหน่วยงานรัฐในประเทศไทย อาคารมูลค่า 2.1 พันล้านหลังบาทนี้ ควรก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีที่มั่นคงปลอดภัย การพังทลายจนมีคนตาย 93 คน สูญหายอีก 3 คน จึงลากเอาชื่อเสียง เกียรติภูมิ ความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคมไทยที่มีต่อ สตง. ให้พังลงมาพร้อมกันด้วย

“คนไทยโกรธ สตง. มาก เพราะความน่ากลัวของตึกที่ถล่มลงอย่างเหลือเชื่อ และความน่าละอายจากข้อมูลที่ถูกตีแผ่ตามมา”

สอดรับกับเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้เผยแพร่ข้อมูล “รายงานความคืบหน้ากรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัวอันสืบเนื่องมาจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว” ในรูปแบบอินโฟกราฟฟิก ผ่านเพจสำนักงานฯ ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิติเตียนการทำงานของ “สตง”. อย่างเกรี้ยวกราด ไม่ต่างจากก่อนนี้ที่ สตง.ได้เผยแพร่มิวสิควิดีโอเพลง“ปณิธานคนตรวจเงิน” ทำเอาโลกโซเชียลมีเดียตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

ผลจากตึกถล่ม สตง. กลายเป็นทั้งผู้เสียหายและจำเลยของสังคม ถึงวันนี้มีการระบุตัวผู้กระทำผิดและผู้ต้องสงสัยกระจายกลุ่มคนไปนับร้อยราย ทำให้สังคมกังขาว่า หากมีการสมคบกันทำผิดเป็นวงกว้างเช่นนั้นจริง ย่อมแปลว่า “ระบบของรัฐด้อยประสิทธิภาพหลายจุดพร้อมกัน” หรือเป็นเทคนิคการฟ้องเหมาเข่งเพื่อตัดจบผลักออกคดีไปก่อน ซึ่งหากไม่รัดกุมมากพอ ย่อมทำให้คนบริสุทธิ์ต้องมัวหมอง ขณะที่คนผิดกลับรอดคดี คดีเหล่านี้ยังต้องพิสูจน์กันอีกหลายปีจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผย “รายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง” เพราะยิ่งปิดบัง สังคมยิ่งสงสัยว่าคดีนี้มีอะไรซ่อนอยู่ จึงยอมให้คนไทยรู้ความจริงเพียงเท่าที่เคยแถลงแค่นั้น

ในเมื่อระบบของรัฐด้อยประสิทธิภาพหลายจุดพร้อมกัน นี่ไม่ใช่แค่ตึกพัง แต่คือคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าระบบทั้งระบบพังตรงไหน

ทั้งนี้ 3 กลุ่มคดีที่ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ชวนประชาชนร่วมกันจับตา ได้แก่ (1) คดีตัวแทนอำพรางในการทำธุรกิจ (Nominee) และทำสัญญากับรัฐ ผู้ต้องหาจำนวน 6 ราย (2) คดีออกแบบ ควบคุมและก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงร่วมกันปลอมแปลงและใช้เอกสารปลอม ผู้ถูกกล่าวหา 23 ราย (3) คดีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันกระทำทุจริต (ฮั้วประมูล) คดีนี้ดีเอสไอส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ 72 ราย ให้ “ป.ป.ช. ไปดำเนินการต่อ” แยกเป็นผู้บริหาร สตง. (ไม่ระบุว่ารวมถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยหรือไม่!) และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 11 คณะ

หากรายงานดังกล่าวฯ ทำอย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลที่ครบถ้วนจะทำให้ง่ายต่อการชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับของ สตง. และ 3 กลุ่มเอกชนที่เป็นคู่สัญญาในโครงการคือ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษา มีใครบ้างที่ไม่ซื่อสัตย์ คดโกง ไร้จรรยาบรรณ ไร้ความรับผิดชอบ แทนที่จะปล่อยให้โต้แย้งโยนความผิดกันไปมาดังที่เห็น ความจริงที่เปิดเผยยังเป็นประโยชน์ให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นเป็นวงกว้าง ความรู้ที่เกิดขึ้นจะมีค่ายิ่งต่อการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย และยกระดับจรรยาบรรณวิชาชีพร่วมกันในระยะยาว

“ความไม่พอใจของคนในสังคมต่อ สตง. จะค่อยๆ จางลง หากเจ้าหน้าที่ทุกระดับของ สตง. ลุกขึ้นมาเป็น Active Citizen ทำความจริงให้ปรากฏ พร้อมพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ ไม่เปิดโอกาสให้คนโกงบ้านเมือง”

ในตอนท้ายของบทความ กล่าวถึงเรื่องเลวร้ายที่ถูกตีแผ่หลังเกิดเหตุสูญเสีย ว่า หลังตึกถล่มสื่อมวลชนและประชาชนต่างตั้งข้อสงสัยและขุดคุ้ยข้อมูล ทำให้คนไทยได้รับรู้เรื่องลึกลับหลายประเด็น และนำไปสู่การดำเนินคดีของทางการ เป็นต้นว่า (1) มีการซื้อขาย แอบอ้าง หรือปลอมลายเซ็นของคนบางกลุ่มในวิชาชีพวิศวกร สถาปนิก และวิศวกรควบคุมงาน โดยเฉพาะเมื่อเป็นงานของภาครัฐที่ไร้การตรวจสอบจริงจัง เท่ากับว่าแม้มีเอกสาร มีลายเซ็นเป็นของรัฐ ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย – ไว้ใจได้

(2) มีนอมินีของทุนต่างชาติ เพราะอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านตลาด การแข่งขันและเงินทุน เอกชนบางรายยอมให้ต่างชาติมา “เช่า” ชื่อบริษัทไปประมูลงานหลวง เกิดการแย่งงานแบบตัดราคา การจ้างเหมาช่วง สุดท้ายต้องลดต้นทุนจนกระทบมาตรฐานความปลอดภัย

(3) ภาครัฐยังดิ้นไม่หลุดจากข้อจำกัดการจัดซื้อฯ ที่เน้นราคาถูก มากกว่าคุณภาพและความคุ้มค่า บ่อยครั้งคอร์รัปชันทำให้ได้คู่สัญญาที่คดโกง เอาเปรียบรัฐ และขาดความรับผิดชอบในวิชาชีพ (4) หน่วยงานรัฐกำลังแข่งกันใช้เงินภาษีอย่างฟุ่มเฟือย ไปกับการลงทุนสร้างอาคารสถานที่ใหญ่โต เต็มไปด้วยของใช้หรูหราแพงระยับเกินฐานะประเทศ บางครั้งก็ก่อสร้างไปโดยไม่คิดรอบคอบ ไม่รับผิดชอบทำให้เกิดอาคารทิ้งร้างหรือสร้างไม่เสร็จทั่วประเทศรวมกันนับแสนล้านบาท (5) ระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยจากรัฐ (Cell broadcast) “ไม่เคยมีอยู่จริง” ทั้งที่นักการเมืองและข้าราชการต่างอวดอ้างมาตั้งแต่ครั้งเกิด สึนามิที่ภาคใต้ จนกระทั่งเกิดเหตุสะเทือนใจขึ้นครั้งนี้

“หนทางเพื่อแก้ไขเป็นประเด็นใหญ่ที่คนไทยต้องคิดร่วมกันว่า จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้เงินภาษีได้อย่างไร จะยกระดับความรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้อย่างไร เราจะตรวจสอบและสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้เอกชนได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ยึดมั่นจรรยาบรรณ ขณะที่คนของรัฐก็ต้องทำหน้าที่อย่างเปิดเผยโปร่งใส ยินยอมให้พลังสังคมสามารถเข้าตรวจสอบเพื่อหยุดคอร์รัปชันได้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...