โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรับโครงสร้างองค์กร พลิกโฉมแบรนด์เจาะตลาดคนรุ่นใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 01.58 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 08.58 น.

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยตั้ง 4 สายงานหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเพื่อสังคม 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน

“การปรับครั้งนี้ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทำให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน” หม่อมหลวงดิศปนัดดา ระบุ

หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างองค์กรดังกล่าว หัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน พร้อมขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้จะเป็นบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน และก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย

ดันงาน Nature-based ความหลากหลายธรรมชาติ

สำหรับสายงานด้านการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ NbS ถือเป็นหนึ่งสายงานสำคัญที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ระบบคู่ขนาน (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง

ภาพประกอบข่าว

ส่วนระยะยาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งเป้าหมายขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย เพื่อเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ

พลิกโฉมแบรนด์ “ดอยตุง” เจาะตลาดคนรุ่นใหม่

สำหรับงานหัตถกรรม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง

ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจำวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้

“งานหัตถกรรมของดอยตุงต่อไปจะเน้นการสร้างสินค้าให้มีราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นขายเสื้อผ้ามาเป็นการทำสินค้าชิ้นเล็กลงเช่น กระเป๋า เครื่องประดับ ของใช้บนโต๊ะอาหาร และพวงกุญแจ ซึ่งเป็นของที่วัยรุ่นซื้อหาง่ายและใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง สินค้าเหล่านี้จะมีดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับเน้นเรื่องของความยั่งยืนตลอดทั้งกระบวนการผลิตด้วย” หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าว

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ขยายตลาดกาแฟ-ปักธงงานพัฒนา

ขณะที่งานกาแฟและแมคคาเดเมีย ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ล่าสุดมีแปลงทดลองปลูกที่เชียงราย ซึ่งเป็นกาแฟคุณภาพสูง

ส่วนงานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ “หมูดำดอยตุง” ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่งานท่องเที่ยว มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้

ภาพประกอบข่าว

ดันคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลก

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน จุดเด่นของแนวทางนี้คือการให้ความสำคัญกับ “มิติทางสังคมและชุมชน” ควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งยังไม่ถูกใช้เป็นเกณฑ์หลักในตลาดส่วนใหญ่ โดยมูลนิธิ ได้ดำเนินการผ่านโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 161,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 100,000–150,000 ไร่ในปี 2569 สู่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในปี 2572 โครงการครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนควบคู่การสร้างรายได้ให้ชุมชน

โดยปัจจุบันสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วจาก 12 ป่าชุมชน พื้นที่รวม 12,840 ไร่ คิดเป็นปริมาณ 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ภาพประกอบข่าว

"มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้เริ่มขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อส่งเงินทุนลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่ หากสำเร็จ จะช่วยผลักดันคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ไทยสู่ตลาดโลก และเชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจสากลอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้สะท้อนเศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...