เข้าใจวิธีที่ร้านค้า จัดสต๊อกสินค้า จนทำให้มีกำไรมากขึ้น
รู้ไหมว่าเรื่องง่าย ๆ อย่าง “การจัดสต๊อกสินค้า” สามารถทำให้ธุรกิจเรามีกำไรมากขึ้นและยังช่วยให้ลูกค้าพอใจกับคุณภาพสินค้าของเราได้มากขึ้นจริง ๆ แต่หลายคนอาจจะมองข้าม
โดยทุกวันนี้จะมีเทคนิคการบริหารสต๊อกยอดนิยมอยู่หลัก ๆ 3 แบบ ได้แก่ FIFO, FEFO และ LIFO ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน
แต่ละเทคนิคต่างกันอย่างไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ? TODAYBizview จะอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ พร้อมยกตัวอย่างเคสจริง
1. FIFO (First In First Out)
เป็นเทคนิคการจัดสต๊อกสินค้าให้วัตถุดิบหรือสินค้าที่เราซื้อเข้ามาสต๊อกก่อน ต้องถูกหยิบไปใช้ก่อน เพื่อให้สต๊อกของเรามีโอกาสเจอ “สินค้าเสื่อมสภาพน้อยที่สุด”
โดย FIFO จะเหมาะใช้จัดการกับสินค้าที่สามารถเน่าเสีย หรือสามารถเสื่อมมูลค่าได้ตามเวลา
เช่นของสดที่เน่าเสียหรือเสื่อมสภาพได้ตามเวลา หรือสินค้าแฟชันที่ถ้าหมดกระแสมูลค่าของสินค้าก็จะลดลง
สำหรับตัวอย่างของการใช้ FIFO ที่หลายคนน่าจะเห็นได้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็น่าจะเป็น “ร้านสะดวกซื้อ”
อย่างในร้าน 7-Eleven ที่บริเวณตู้แช่เครื่องดื่มที่จะมีการออกแบบมาสำหรับการเติมสินค้าแบบ FIFO โดยเฉพาะ
ซึ่งถ้าเราลองสังเกตุดูดี ๆ ที่บริเวณตู้แช่เครื่องดื่มพนักงานจะมีการเติมเครื่องดื่มจาก “ด้านหลังของตู้แช่”
เพื่อให้สินค้าที่ถูกเติมเข้าไปก่อนมีโอกาสถูกลูกค้าหยิบได้ก่อน
อธิบายให้เห็นภาพคือ สมมติว่าพนักงานเติมเครื่องดื่มจากทางจากทางด้านหน้าของตู้แช่เครื่องดื่มไปเรื่อย ๆ จนเต็ม
เครื่องดื่มที่อยู่ด้านหน้าจะมีโอกาสถูกลูกค้าหยิบออกมาง่ายกว่าส่วนเครื่องดื่มที่อยู่ด้านหลังก็จะมีโอกาสถูกลูกค้าหยิบน้อยกว่า
ทำให้มีโอกาสสูงที่เครื่องดื่มที่อยู่ด้านหลังจะถูกทิ้งเอาไว้จนเสื่อมสภาพเพราะลูกค้าหยิบไม่ถึง
ดังนั้นถ้าเติมสินค้าจากทางด้านหลังเพื่อให้ลูกค้าต้องหยิบสินค้าล๊อตเก่าที่ถูกเติม เข้าไปก่อนจะช่วยลดปัญหานี้ได้ตามหลัก FIFO นั่นเอง..
2. FEFO (First Expired First Out)
เป็นเทคนิคการจัดสต๊อกสินค้าให้ “สินค้าที่หมดอายุก่อน ต้องถูกนำมาใช้ก่อน”
มีจุดประสงค์เพื่อทำให้เรามีโอกาสเจอสินค้าหมดอายุในสต๊อก “น้อยที่สุด”
ซึ่งหลักการตรงนี้จะต่างจาก FIFO ตรงที่ของที่ซื้อมาก่อน ไม่จำเป็นต้องเอาออกมาใช้ก่อนก็ได้ ถ้าสินค้ายังไม่ใกล้หมดอายุ
ทำให้ FIFO จะเน้นไปในเรื่องการจัดเรียงสินค้าตาม “วันหมดอายุ” สินค้าไหนที่ใกล้หมดอายุก่อน ต้องถูกนำมาใช้ก่อน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ
วันที่ 1 – เราไปซื้อเครื่องปรุง ที่ระบุวันหมดอายุในอีก 10 วันข้างหน้า
วันที่ 2 – เราไปซื้อเครื่องปรุง ที่ระบุวันหมดอายุในอีก 4 วันข้างหน้า
ถ้าเอาตามหลัก FEFO เราควรจะต้องจัดการให้สินค้าที่ใกล้ถึงวันหมดอายุ
ถูกหยิบใช้งายได้ก่อน ซึ่งก็คือเครื่องปรุงที่เราซื้อมาจากวันที่ 2 นั่นเอง..
สำหรับวิธีแบบ FIFO เรามักจะเห็นได้ตามร้านขายของชำรวมไปถึงร้านค้า ปลีกขนาดกลาง ๆ ตามชั้นวางสินค้าที่รู้วันหมดอายุของสินค้าชัดเจน เช่น ไข่, ซอสปรุงรส หรือวัตถุดิบอื่น ๆ นั่นเอง
3. LIFO (Last In First Out)
เป็นเทคนิคที่ต่างกับ FEFO และ FIFO พอสมควร เพราะเทคนิคนี้จะเน้นให้ “สินค้าที่ซื้อเข้ามาล่าสุด ต้องถูกนำมาใช้ก่อน”
โดยมีจุดประสงค์ให้ลูกค้าได้ “ประสบการณ์ดีที่สุด” มากกว่าที่จะเน้นลดจำนวนสินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าหมดอายุในสต๊อกเหมือน 2 ข้อข้างบน
ทำให้ LIFO มักจะถูกใช้เพื่อจัดการกับ “สินค้าที่ต้องการความสดใหม่” มาก ๆ หรือ “สินค้าที่ไม่สามารถเก็บไว้นานได้” ให้เห็นกันบ่อย ๆ
สำหรับตัวอย่างของการจัดการสินค้าในแบบ LIFO ที่น่าจะใกล้ตัวหลาย ๆ คนมากที่สุดก็คือ “ร้านชาไข่มุก” ที่ชอบใช้เทคนิคนี้กับ “ไข่มุก” ถ้าต้มไว้แล้วจะเก็บไว้นานไม่ได้
หลาย ๆ ร้านที่ขายชานมไข่มุกเลยนิยมใช้ไข่มุกที่ต้มใหม่ ๆ มาเสิร์ฟให้ลูกค้าก่อนเสมอ เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ดีที่สุด
และถ้าเวลาผ่านไปนาน ร้านชาไข่มุกหลาย ๆ แห่งก็เลือกที่จะทิ้งไข่มุกทั้งหม้อ
โดยไม่เสี่ยงเอาไข่มุกที่ต้มไว้นานแล้วมาเสิร์ฟลูกค้า เพราะลูกค้าอาจเจอไข่มุกแข็ง ๆ ทำให้ภาพจำที่มีต่อแบรนด์เสียไปได้ง่าย ๆ เลยนั่นเอง
อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะได้ไอเดียเอาไปจัดการสต๊อกสินค้าไปไม่มากก็น้อย
จะเห็นได้ว่าเราอาจจะไม่จำเป็นจะต้องใช้การจัดการสต๊อกแบบเดียวกันไปหมดในทุก ๆ พาร์ตของการทำธุรกิจก็ได้
ในบางพาร์ตที่เราต้องการให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ใหม่จริง ๆ เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดก็อาจใช้ LIFO มาจัดการสินค้า
ส่วนบางพาร์ตที่สินค้าของเรารู้วันหมดอายุชัดเจน และเป็นสินค้าที่ลูกค้าไม่จำเป็น ต้องได้รับสินค้าที่ใหม่ที่สุด สดที่สุด เราก็สามารถใช้หลักการ FEFO มาบริหารแทนได้นั่นเอง