โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าใจวิธีที่ร้านค้า จัดสต๊อกสินค้า จนทำให้มีกำไรมากขึ้น

TODAY

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 08.07 น. • TODAY

รู้ไหมว่าเรื่องง่าย ๆ อย่าง “การจัดสต๊อกสินค้า” สามารถทำให้ธุรกิจเรามีกำไรมากขึ้นและยังช่วยให้ลูกค้าพอใจกับคุณภาพสินค้าของเราได้มากขึ้นจริง ๆ แต่หลายคนอาจจะมองข้าม

โดยทุกวันนี้จะมีเทคนิคการบริหารสต๊อกยอดนิยมอยู่หลัก ๆ 3 แบบ ได้แก่ FIFO, FEFO และ LIFO ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน

แต่ละเทคนิคต่างกันอย่างไร เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ? TODAYBizview จะอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ พร้อมยกตัวอย่างเคสจริง

1. FIFO (First In First Out)

เป็นเทคนิคการจัดสต๊อกสินค้าให้วัตถุดิบหรือสินค้าที่เราซื้อเข้ามาสต๊อกก่อน ต้องถูกหยิบไปใช้ก่อน เพื่อให้สต๊อกของเรามีโอกาสเจอ “สินค้าเสื่อมสภาพน้อยที่สุด”

โดย FIFO จะเหมาะใช้จัดการกับสินค้าที่สามารถเน่าเสีย หรือสามารถเสื่อมมูลค่าได้ตามเวลา

เช่นของสดที่เน่าเสียหรือเสื่อมสภาพได้ตามเวลา หรือสินค้าแฟชันที่ถ้าหมดกระแสมูลค่าของสินค้าก็จะลดลง

สำหรับตัวอย่างของการใช้ FIFO ที่หลายคนน่าจะเห็นได้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็น่าจะเป็น “ร้านสะดวกซื้อ”

อย่างในร้าน 7-Eleven ที่บริเวณตู้แช่เครื่องดื่มที่จะมีการออกแบบมาสำหรับการเติมสินค้าแบบ FIFO โดยเฉพาะ

ซึ่งถ้าเราลองสังเกตุดูดี ๆ ที่บริเวณตู้แช่เครื่องดื่มพนักงานจะมีการเติมเครื่องดื่มจาก “ด้านหลังของตู้แช่”
เพื่อให้สินค้าที่ถูกเติมเข้าไปก่อนมีโอกาสถูกลูกค้าหยิบได้ก่อน

อธิบายให้เห็นภาพคือ สมมติว่าพนักงานเติมเครื่องดื่มจากทางจากทางด้านหน้าของตู้แช่เครื่องดื่มไปเรื่อย ๆ จนเต็ม

เครื่องดื่มที่อยู่ด้านหน้าจะมีโอกาสถูกลูกค้าหยิบออกมาง่ายกว่าส่วนเครื่องดื่มที่อยู่ด้านหลังก็จะมีโอกาสถูกลูกค้าหยิบน้อยกว่า

ทำให้มีโอกาสสูงที่เครื่องดื่มที่อยู่ด้านหลังจะถูกทิ้งเอาไว้จนเสื่อมสภาพเพราะลูกค้าหยิบไม่ถึง

ดังนั้นถ้าเติมสินค้าจากทางด้านหลังเพื่อให้ลูกค้าต้องหยิบสินค้าล๊อตเก่าที่ถูกเติม เข้าไปก่อนจะช่วยลดปัญหานี้ได้ตามหลัก FIFO นั่นเอง..

2. FEFO (First Expired First Out)

เป็นเทคนิคการจัดสต๊อกสินค้าให้ “สินค้าที่หมดอายุก่อน ต้องถูกนำมาใช้ก่อน”
มีจุดประสงค์เพื่อทำให้เรามีโอกาสเจอสินค้าหมดอายุในสต๊อก “น้อยที่สุด”

ซึ่งหลักการตรงนี้จะต่างจาก FIFO ตรงที่ของที่ซื้อมาก่อน ไม่จำเป็นต้องเอาออกมาใช้ก่อนก็ได้ ถ้าสินค้ายังไม่ใกล้หมดอายุ

ทำให้ FIFO จะเน้นไปในเรื่องการจัดเรียงสินค้าตาม “วันหมดอายุ” สินค้าไหนที่ใกล้หมดอายุก่อน ต้องถูกนำมาใช้ก่อน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ

วันที่ 1 – เราไปซื้อเครื่องปรุง ที่ระบุวันหมดอายุในอีก 10 วันข้างหน้า
วันที่ 2 – เราไปซื้อเครื่องปรุง ที่ระบุวันหมดอายุในอีก 4 วันข้างหน้า

ถ้าเอาตามหลัก FEFO เราควรจะต้องจัดการให้สินค้าที่ใกล้ถึงวันหมดอายุ
ถูกหยิบใช้งายได้ก่อน ซึ่งก็คือเครื่องปรุงที่เราซื้อมาจากวันที่ 2 นั่นเอง..

สำหรับวิธีแบบ FIFO เรามักจะเห็นได้ตามร้านขายของชำรวมไปถึงร้านค้า ปลีกขนาดกลาง ๆ ตามชั้นวางสินค้าที่รู้วันหมดอายุของสินค้าชัดเจน เช่น ไข่, ซอสปรุงรส หรือวัตถุดิบอื่น ๆ นั่นเอง

3. LIFO (Last In First Out)

เป็นเทคนิคที่ต่างกับ FEFO และ FIFO พอสมควร เพราะเทคนิคนี้จะเน้นให้ “สินค้าที่ซื้อเข้ามาล่าสุด ต้องถูกนำมาใช้ก่อน”

โดยมีจุดประสงค์ให้ลูกค้าได้ “ประสบการณ์ดีที่สุด” มากกว่าที่จะเน้นลดจำนวนสินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าหมดอายุในสต๊อกเหมือน 2 ข้อข้างบน

ทำให้ LIFO มักจะถูกใช้เพื่อจัดการกับ “สินค้าที่ต้องการความสดใหม่” มาก ๆ หรือ “สินค้าที่ไม่สามารถเก็บไว้นานได้” ให้เห็นกันบ่อย ๆ

สำหรับตัวอย่างของการจัดการสินค้าในแบบ LIFO ที่น่าจะใกล้ตัวหลาย ๆ คนมากที่สุดก็คือ “ร้านชาไข่มุก” ที่ชอบใช้เทคนิคนี้กับ “ไข่มุก” ถ้าต้มไว้แล้วจะเก็บไว้นานไม่ได้

หลาย ๆ ร้านที่ขายชานมไข่มุกเลยนิยมใช้ไข่มุกที่ต้มใหม่ ๆ มาเสิร์ฟให้ลูกค้าก่อนเสมอ เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ดีที่สุด

และถ้าเวลาผ่านไปนาน ร้านชาไข่มุกหลาย ๆ แห่งก็เลือกที่จะทิ้งไข่มุกทั้งหม้อ

โดยไม่เสี่ยงเอาไข่มุกที่ต้มไว้นานแล้วมาเสิร์ฟลูกค้า เพราะลูกค้าอาจเจอไข่มุกแข็ง ๆ ทำให้ภาพจำที่มีต่อแบรนด์เสียไปได้ง่าย ๆ เลยนั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะได้ไอเดียเอาไปจัดการสต๊อกสินค้าไปไม่มากก็น้อย

จะเห็นได้ว่าเราอาจจะไม่จำเป็นจะต้องใช้การจัดการสต๊อกแบบเดียวกันไปหมดในทุก ๆ พาร์ตของการทำธุรกิจก็ได้

ในบางพาร์ตที่เราต้องการให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ใหม่จริง ๆ เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดก็อาจใช้ LIFO มาจัดการสินค้า

ส่วนบางพาร์ตที่สินค้าของเรารู้วันหมดอายุชัดเจน และเป็นสินค้าที่ลูกค้าไม่จำเป็น ต้องได้รับสินค้าที่ใหม่ที่สุด สดที่สุด เราก็สามารถใช้หลักการ FEFO มาบริหารแทนได้นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...