GQ จากเสื้อรุ่นพ่อ สู่แบรนด์ขายดีบน TikTok ยอดขาย 20 ล้านบาท/เดือน
ภาพจำของ GQ Apparel ในอดีต คือแบรนด์เสื้อผ้าของคนรุ่นพ่อ ที่อยู่คู่กับคนไทยมาหลายสิบปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์เริ่มปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ ให้เข้าถึงง่ายขึ้น ดูทันสมัยขึ้น และใกล้กับคนรุ่นใหม่มากกว่าเดิม
หนึ่งในภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด คือบนแพลตฟอร์ม TikTok ที่หลายคนอาจเคยไถฟีดแล้วเจอไลฟ์สดของ GQ อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้แบรนด์ที่เคยถูกมองว่าเป็น “เสื้อผ้าคนรุ่นพ่อ” กลายเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่คุ้นตาได้ไม่ยาก
TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘ศุภณัฐ อิ่มจิตเจริญสุข’ E-commerce Manager, GQ Apparel ในงาน TikTok Shop Awards 2026 ถึงเบื้องหลังการปรับตัวของแบรนด์ จากภาพจำเดิมสู่การเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ และสามารถหาซื้อได้ง่ายผ่าน TikTok
[ ปีที่แล้วโต 500% ใช้แนวคิดแก้ปัญหาของคน มาช่วยออกสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ]
‘ศุภณัฐ อิ่มจิตเจริญสุข’ เล่าให้ฟังว่า หัวใจของการปรับตัวของ GQ Apparel คือการเปลี่ยนภาพจำของแบรนด์ จากแบรนด์เสื้อผ้าแบบดั้งเดิม ไปสู่การวางตัวเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเสื้อผ้า หรือที่เรียกกนว่า Tech Expert แทน แบรนด์พยายามสื่อสารว่าเสื้อผ้าของ GQ ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่น แต่มีนวัตกรรมและฟังก์ชันที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้
ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ปรับภาพลักษณ์ให้ดู เด็กลงและสนุกขึ้น จากเดิมที่เคยดูเป็นผู้ใหญ่ ให้กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า GQ เป็นแบรนด์ที่ “เข้าหาได้” ไม่ใช่แบรนด์ที่ดูไกลตัว
“เราปรับภาพลักษณ์ใหม่เข้ามาเลย เอาเข้ามาสวมเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เรายึดถือไว้ก็คือความพยายามคงความเป็๋น good quality ที่เราไม่ได้ทิ้ง”
ในด้านผลิตภัณฑ์ GQ ใช้แนวคิด Problem Solving เป็นหลัก โดยพยายามหยิบปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่หลายคนมองข้าม มาอธิบายว่าสินค้าของแบรนด์สามารถช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร พร้อมกับยังคงรักษาจุดแข็งดั้งเดิมอย่าง คุณภาพสินค้าและนวัตกรรมเอาไว้ เช่น เสื้อเชิ้ตสะท้อนน้ำ กางเกงสแล็คสะท้อนน้ำ
[ TikTok ชอบของถูกก็ต้องออกสินค้าในราคาเข้าถึงง่าย ]
สำหรับลูกค้าที่รู้สึกว่าสินค้าหลักของแบรนด์มีราคาสูงเกินไป ‘ศุภณัฐ’ บอกว่า GQ เปิดตัวไลน์ GQ Everyday ที่เน้นคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้แบรนด์ก่อน เมื่อมั่นใจในคุณภาพแล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้ก็มักจะขยับไปซื้อสินค้ากลุ่มพรีเมียมที่มีฟังก์ชันมากขึ้นในภายหลัง
“คนใน TikTok ชอบของถูก เราก็เลยต้องพัฒนาของที่ตอบโจทย์ มีสินค้าที่ exclusive สำหรับ TikTok ค่อนข้างเยอะ”
ในระยะยาว กลยุทธ์นี้ยังช่วยสร้าง Brand Loyalty ให้กับลูกค้า โดยหลายคนเริ่มต้นจากการทดลองใช้สินค้าในกลุ่มราคาที่เข้าถึงง่ายอย่าง GQ Everyday และเมื่อมั่นใจในคุณภาพ ก็พร้อมอัปเกรดไปซื้อสินค้าพรีเมียมของแบรนด์ในอนาคต
“วันหนึ่งเขามีเงินมากขึ้น เขาก็จะกลับมาซื้อของที่พรีเมียมมากขึ้น อย่างเสื้อเชิ้ตสะท้อนน้ำเหมือนเป็นการอัปเกรดให้เขา” ศุภณัฐ กล่าว
อีกกลยุทธ์หนึ่งคือการแตกไลน์สินค้าไปสู่ กลุ่มเฉพาะทางเช่น GQ Promed สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หรือเสื้อผ้าสำหรับกลุ่ม “หุ่นหมี” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยพรางรูปร่างโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่เพิ่มขนาดเสื้อผ้า
แนวทางนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจปัญหาของพวกเขาจริง เช่น คนหุ่นใหญ่ที่มักหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดีได้ยาก เมื่อมีแบรนด์ที่ออกแบบมาแก้ปัญหานี้โดยตรง จึงทำให้กลุ่มลูกค้ารู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์มากขึ้น
ในด้านการตลาด GQ ให้ความสำคัญกับ คอนเทนต์วิดีโอ ที่เข้าใจง่าย สนุก และมีโอกาสไวรัลสูง โดยเน้นการสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจคุณสมบัติของสินค้าได้ทันทีภายในเวลาไม่นาน
และแพลตฟอร์มที่แบรนด์ให้ความสำคัญอย่างมากคือ TikTok ทั้งการทำวิดีโอสั้น การไลฟ์สด และการแยกไลฟ์ตามกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มยอดขาย รวมถึงการทำสินค้า Exclusive สำหรับ TikTok โดยเฉพาะ และการเปิดรับนายหน้าออนไลน์ที่บางสินค้าใครๆ ก็มาเป็นนายหน้าได้ แต่บางสินค้าก็มีคัดเลือกให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า
นอกจากนี้ GQ ยังใช้กลยุทธ์ Collaboration กับอินฟลูเอนเซอร์หรือโปรเจกต์พิเศษ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ที่แบรนด์อาจยังเข้าไม่ถึงด้วยตัวเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการทำคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม เช่น GQ Promed หากคุณหมอเห็นโฆษณาเสื้อผ้าทั่วไปอาจไม่สนใจ แต่เมื่อมีคอนเทนต์ที่พูดถึงเสื้อผ้าสำหรับหมอโดยตรง และมีหมอมาเล่าประสบการณ์ใช้งาน ก็ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกเกี่ยวข้องและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
กลยุทธ์การเจาะกลุ่มเฉพาะเหล่านี้ ส่งผลให้ GQ เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปีที่ผ่านมาแบรนด์มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 500% และสามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น สินค้าเฉพาะกลุ่มยังช่วยสร้าง Organic Traffic ให้กับแพลตฟอร์ม ทำให้ระบบโฆษณาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
[ ยอดขายบน TikTok ไม่ต่ำจากเดือนละ 20 ล้าน ในอนาคตอาจจะทำไลฟ์สดเพิ่มจากเดิมให้ไปถึงคนดูกลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น ]
สำหรับเรื่องยอดขายบนแพลตฟอร์ม TikTok เพียงอย่างเดียว แบรนด์สามารถสร้างยอดขายได้ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน โดยยอด AOV (Average Order Value) อยู่ที่ประมาณ 500 บาท และ ส่วนใหญ่จะซื้อประมาณ 2-3 ชิ้น เพื่อให้ได้คูปองส่วนลด ซึ่งแบ่งเป็นยอดขายจากไลฟ์ประมาณ 30% ที่เหลืออีก 70% เป็นช่องทางอื่นๆ เช่น ตระกร้าจากนายหน้าออนไลน์
“ปีที่ผ่านมาโตเยอะมาก ประมาณ 500%” โดยปีนี้ตั้งเป้าโตเพิ่มอีก “2-3 เท่า” ศุภณัฐ กล่าว
ส่วนของธุรกิจในอนาคต GQ Apparel วางแผนขยายสินค้าให้ครอบคลุมและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น เพื่อให้สินค้าของแบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ใน “ทุกครัวเรือนของประเทศไทย” ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเน้นทั้งสินค้าที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน และราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
เพิ่มสินค้า Exclusive ที่วางขายเฉพาะใน TikTok มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าราคาเข้าถึงง่าย ตัดสินใจเร็ว และซื้อได้ทันทีจากคอนเทนต์หรือไลฟ์สด
ในด้านการขายผ่าน Live Streaming แบรนด์มีแผนเพิ่มรูปแบบและจำนวนการไลฟ์ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ไลฟ์สำหรับกลุ่มแพทย์ หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง ซึ่งจะช่วยสร้าง Organic Traffic และทำให้ระบบโฆษณาอย่าง GMV Max ของ TikTok ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ทำให้วัตถุดิบอย่าง โพลิเอสเตอร์ มีราคาสูงขึ้น แบรนด์มีนโยบายพยายาม ตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับผู้บริโภค แม้บางช่วงอาจต้องยอมลดอัตรากำไร หรือใช้การสนับสนุนจากแพลตฟอร์มเข้ามาช่วย