โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บีโอไอชี้ลงทุนไทยปี 68 โต 86% แตะ 6.76 แสนล้านบาท ดันอุตสาหกรรมใหม่-เศรษฐกิจสีเขียว

Businesstoday

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 19.51 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 12.51 น. • Businesstoday

บีโอไอเผยคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทไทยปี 2568 มูลค่ารวม 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% นำโดยโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทยยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีมูลค่ารวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 86% จากปีก่อน สะท้อนศักยภาพของภาคเอกชนไทยในการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทไทยจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการทั้งหมดที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทโดดเด่น ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง ดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด โลหะและเคมีภัณฑ์ เกษตรและอาหาร ตลอดจนบริการทางการแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งเป็นสาขาที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด อยู่ที่ 195,899 ล้านบาท จาก 98 โครงการ โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การผลิตน้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม การบริหารจัดการกากอินทรีย์ รวมถึงโครงการขนส่งทางราง ทางอากาศ และทางเรือของภาคเอกชนไทยรายใหญ่หลายแห่ง

รองลงมาคือกลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ มีมูลค่าลงทุนรวม 187,494 ล้านบาท จาก 66 โครงการ โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับความต้องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ส่วนกลุ่มพลังงานสะอาด มีมูลค่าลงทุนรวม 103,083 ล้านบาท จาก 319 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของไทย ขณะที่กลุ่มโลหะ เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง มีเงินลงทุนรวม 91,433 ล้านบาท จาก 160 โครงการ และกลุ่มเกษตรและอาหาร มีเงินลงทุนรวม 45,383 ล้านบาท จาก 243 โครงการ

บีโอไอระบุว่า นอกจาก 5 กลุ่มหลักดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังขยายการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เช่น ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ ยาและสารสกัดสมุนไพร ชิ้นส่วนยานยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า การต่อเรือและซ่อมเรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ การท่องเที่ยว และการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดโลก

ในด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย บีโอไอระบุว่า ได้วางมาตรการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับการขอรับการส่งเสริมเพียง 1 ล้านบาท และผ่อนปรนสำหรับ SMEs ไทยให้เหลือเพียง 500,000 บาท พร้อมเปิดทางให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศบางส่วนเพื่อลดต้นทุน อีกทั้งยังให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไปสำหรับ SMEs ไทย

นอกจากนี้ บีโอไอยังใช้เครื่องมือทางการเงินผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ทั้งมาตรการพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ภายใต้โครงการ Upskill และ Reskill ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 100,000 คน รวมถึงมาตรการสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยให้เงินสนับสนุน 30-50% ของเงินลงทุนจริง

นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องอาศัยฐานผู้ประกอบการในประเทศที่เข้มแข็ง โดยการที่การลงทุนของบริษัทไทยเติบโตถึง 86% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าภาคธุรกิจไทยพร้อมยกระดับสู่การแข่งขันในระดับโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...