โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดกฎหมายแปลก “แต่งงานล้างมลทิน” ถูกข่มขืนต้องยอมเป็นภรรยาคนร้าย

Thaiger

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

เชื่อหรือไม่ว่าก่อนปี ค.ศ. 1981 หรือเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว ประเทศที่เจริญแล้วอย่างอิตาลีเคยมีกฎหมายที่อนุญาตให้ “ผู้ชายที่ก่อเหตุข่มขืนพ้นผิดได้ หากยอมแต่งงานกับเหยื่อ”

กฎหมายสุดแปลกนี้อยู่คู่สังคมอิตาลีมายาวนาน จนกระทั่งเด็กสาววัย 17 ปีที่ชื่อ Franca Viola ตัดสินใจลุกขึ้นสู้และปฏิเสธธรรมเนียมนี้อย่างเด็ดเดี่ยว การตัดสินใจของเธอเพียงคนเดียวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์กฎหมายอาญาและสิทธิสตรีอิตาลีไปตลอดกาล

ทำความรู้จักกฎหมาย “แต่งงานล้างมลทิน” (Matrimonio Riparatore)

หากย้อนกลับไปดู มาตรา 544 แห่งประมวลกฎหมายอาญาอิตาลี ในยุคนั้น จะพบว่ามีแนวคิดที่สะท้อนค่านิยมชายเป็นใหญ่และวัฒนธรรมโทษเหยื่อ (Victim Blaming) อย่างชัดเจน ได้แก่

ข่มขืน = ผิดศีลธรรม ไม่ใช่ผิดต่อบุคคล

การข่มขืนไม่ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมที่กระทำต่อตัวผู้หญิง แต่เป็นความผิดต่อ “ศีลธรรมอันดีของสังคม”

ช่องโหว่ล้างผิด

หากผู้ก่อเหตุยอมแต่งงานกับเหยื่อ (ที่เรียกว่า Matrimonio riparatore หรือ การแต่งงานล้างมลทิน) คดีอาญาทั้งหมดจะถูกลบล้างทันที ถือว่าไม่มีความผิดใดๆ เกิดขึ้น

ตรรกะเบื้องหลังคืออะไร? สังคมยุคนั้นมีค่านิยมที่เชื่อว่า ผู้หญิงที่สูญเสียพรหมจรรย์โดยไม่ได้แต่งงานคือ “Donna svergognata” หรือผู้หญิงไร้เกียรติ การที่ผู้ข่มขืนยอมแต่งงานด้วย จึงถูกตีความว่าเป็นการ “กอบกู้ชื่อเสียงและคืนเกียรติ” ให้กับตัวผู้หญิงและครอบครัว แทนที่จะเป็นการลงโทษคนร้าย

Franca Viola วีรสตรีผู้ทลายกำแพงแห่งความอับอาย

ในปี 1966 ธรรมเนียมที่กดทับผู้หญิงนี้ก็ถูกท้าทายโดย Franca Viola หญิงสาวชาวซิซิลี ผู้เปลี่ยนคำว่า “เหยื่อ” ให้กลายเป็น “ผู้รอดชีวิตและนักสู้”

1. การปฏิเสธที่ไม่มีใครกล้าทำ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 ธันวาคม 1965 เมื่อ Franca ในวัย 17 ปี ถูกลักพาตัวโดย Filippo Melodia อดีตคู่หมั้นที่ครอบครัวของเธอปฏิเสธเนื่องจากเขามีส่วนพัวพันกับแก๊งมาเฟีย เธอถูกกักขังและข่มขืนยาวนานถึง 8 วัน

เมื่อความจริงเปิดเผย Melodia ได้ยื่นข้อเสนอตามธรรมเนียมสังคมว่า “แต่งงานกับฉันซะ เธอจะได้ไม่เป็นผู้หญิงไร้เกียรติ” สิ่งที่น่าตกใจสำหรับสังคมยุคนั้นคือ คำตอบของ Franca เธอสวนกระแสค่านิยมที่ผู้หญิงเกือบทุกคนต้องจำยอมด้วยการประกาศว่า:

“ฉันไม่แต่ง และฉันจะฟ้องคุณในข้อหาลักพาตัวและข่มขืน”

Wikipedia

2. ตัวคนเดียวปะทะทั้งระบบ

คดีของเธอกลายเป็นข่าวดังระดับชาติที่คนทั้งอิตาลีและต่างประเทศจับตามอง แม้ว่าสื่อหลายสำนักจะพยายามตีกรอบให้เธอเป็นเพียงหญิงสาวที่น่าสงสาร (ถึงขั้นที่สื่ออย่าง New York Times พาดหัวเชิงเหยียดว่าไม่มีชายใดมาตามจีบเธออีกแล้ว) แต่เธอก็ยืนหยัดในศาลอย่างเข้มแข็ง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ศาลตัดสินให้ Melodia ต้องโทษจำคุก 10 ปี ส่วนสมุนผู้ร่วมก่อเหตุอีก 7 คน ถูกจำคุกคนละ 4 ปี นี่คือชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ที่เหยื่อปฏิเสธการใช้ “การแต่งงาน” มาล้างความผิดให้คนร้าย

มรดกที่เธอทิ้งไว้ให้โลก

การต่อสู้ของ Franca Viola ไม่ได้จบลงแค่ในศาล แต่ได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง คดีของเธอเป็นฟันเฟืองสำคัญที่กดดันให้รัฐสภาอิตาลีต้อง ยกเลิกมาตรา 544 ในปี 1981 และเปลี่ยนนิยามการข่มขืนให้เป็น “อาชญากรรมต่อตัวบุคคล” สำเร็จในปี 1996

แม้แต่ประธานาธิบดีและสมเด็จพระสันตะปาปายังออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนเธอ ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับการโทษเหยื่ออย่างจริงจัง เธอพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ไม่คือไม่” เกียรติของผู้หญิงไม่ได้ผูกติดอยู่กับพรหมจรรย์ แต่อยู่ที่ศักดิ์ศรีและสิทธิในการเลือกดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง

ชีวิตหลังจบการพิจารณาคดี Franca ได้แต่งงานกับ Giuseppe Ruisi ชายคนรักวัยเด็กของเธอในปี 1968 สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีลูกด้วยกัน 3 คน ปัจจุบันเธอยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในเมืองอัลกาโม โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างถ่อมตัวว่า “ฉันไม่ใช่คนกล้าหาญอะไร ฉันแค่ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องเท่านั้น”

กฎหมาย “แต่งงานล้างมลทิน” อาจเคยมองผู้หญิงเป็นเพียงสิ่งของที่เสียหายแล้วต้องซ่อมแซมด้วยทะเบียนสมรส แต่การลุกขึ้นสู้ของ Franca Viola ได้ย้ำเตือนเราทุกคนว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเรียกร้องคืนมาได้ด้วยการทวงถามความยุติธรรม ไม่ใช่การยอมจำนน

อ่านข่าวอื่น ๆ เพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...