โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยุทธการถอนรากนอมินีเปิดทาง”สมุย-พะงันโมเดล เมื่อสวรรค์นทท.กลายเป็นขุมทรัพย์ต่างชาติ

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 พ.ค. เวลา 20.50 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 17.01 น.

ชั่วโมงนี้ถ้าใครไปเที่ยวเกาะพะงัน หรือเกาะสมุย ความรู้สึกมันอาจจะเปลี่ยนไป จากที่เคยรู้สึกว่านี่คือสวรรค์ของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แต่ตอนนี้มันเริ่มมีกลิ่นอายของ อาณานิคมทางเศรษฐกิจ ที่คนไทยเรากำลังจะกลายเป็นคนนอกบนแผ่นดินตัวเองเข้าไปทุกที ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันถูก ซุกไว้ใต้พรม มานาน จนกระทั่งวันนี้ วันที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงยอมรับความจริงว่า ถ้าไม่ขยับตอนนี้ เราอาจจะเสียเกาะเหล่านี้ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติในคราบ "คนไทยปลอม" หรือที่เรียกกันว่า "นอมินี" ไปอย่างถาวร

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาขยับฟันเฟืองใหญ่ สั่งการให้กองคดีความมั่นคงเดินหน้าสืบสวนเชิงลึกแบบ ขุดรากถอนโคน หลังจากจับมือกับ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สแกนหา "ไส้ใน" ของบริษัทนับหมื่นแห่งบน 2 เกาะนี้ แล้วเจอสิ่งที่น่าตกใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ดีเอสไอไม่ได้กวาดตรวจแบบสะเปะสะปะ แต่เลือกใช้วิธี "ตีเหล็กตรงจุด" ด้วยการคัดรายชื่อบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ออกมากางบนโต๊ะ จากข้อมูลเบื้องต้น 34 บริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัย ดีเอสไอยืนยันว่า ตอนนี้มีอย่างน้อย 20 บริษัท ที่เข้าเกณฑ์ ปลาวาฬร้อยล้าน และกำลังถูกเอกซเรย์อย่างหนัก

คำถามที่พนักงานสอบสวนกำลังไล่บี้คือ "สมฐานานุรูป" หรือไม่ ลองนึกภาพดูว่า ถ้ามีชื่อคนไทยคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาด เป็นพนักงานขับรถ หรือเป็นลูกจ้างชั่วคราวในสำนักงานกฎหมาย แต่ในกระดาษจดทะเบียนบริษัท เขากลับกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีทรัพย์สินในชื่อบริษัทเป็นวิลล่าหรูมูลค่า 150 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ดีเอสไอเรียกว่า "ผิดฐานานุรูป" อย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนสืบสวนตอนนี้ไม่ได้ดูแค่ชื่อใน บอจ.5 หรือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่เขาลุยไปถึงเส้นทางการเงิน เงินที่เอามาซื้อหุ้นนับสิบล้านร้อยล้านนั้นมาจากบัญชีไหน เสียภาษีถูกต้องไหม และที่สำคัญที่สุด "อำนาจบริหาร" อยู่ที่ใคร ถ้าสุดท้ายแล้วคนไทยมีชื่อแค่ในกระดาษ แต่คนเซ็นเช็ค คนสั่งการ และคนรับผลประโยชน์ตัวจริงคือชาวต่างชาติที่นั่งอยู่หลังม่าน นั่นคือความผิดอาญาแผ่นดินที่ต้องถูกจัดการขั้นเด็ดขาด

เพราะฉะนั้นมาดูตัวเลขที่เป็น ของจริง ณ ปัจจุบัน จากข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสแกนออกมามันฟ้องชัดเจนว่า เกาะสมุยและเกาะพะงันกำลังถูกเปลี่ยนมือไปอย่างน่ากลัว โดยเกาะสมุย ซึ่งพื้นที่เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในสุราษฎร์ธานี มีบริษัททั้งหมด 12,050 ราย แต่เชื่อหรือไม่ว่าบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุนมีสูงถึง 8,213 ราย โดยมีกลุ่มทุนฝรั่งเศสยึดหัวหาดเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยอังกฤษ รัสเซีย จีน และอิสราเอล

ส่วนเกาะพะงันที่เคยเป็นสวรรค์ของสายแบ็กแพ็ก ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป จากบริษัท 4,761 ราย มีต่างชาติลงทุนถึง 3,213 ราย โดยมีกลุ่มทุนอิสราเอลครองแชมป์อันดับ 1 ถึง 22%

สรุปให้เข้าใจง่ายคือ บนเกาะเหล่านี้ธุรกิจ 10 แห่ง จะเป็นของต่างชาติแฝงร่างไปแล้วเกือบ 7 แห่ง สิ่งที่ตามมาคือการสร้าง ระบบนิเวศส่วนตัว ที่ชาวบ้านเรียกว่า "รัฐซ้อนรัฐ" ต่างชาติมาลงทุน สร้างวิลล่าเอง จ้างแม่บ้านของตัวเอง (บางทีก็จ้างต่างด้าวด้วยกัน) ใช้มัคคุเทศก์เถื่อนสัญชาติเดียวกัน รถเช่าก็เป็นของกลุ่มทุนเดียวกัน แม้แต่การจ่ายเงินก็โอนผ่านแอปพลิเคชันต่างประเทศที่เงินไม่ไหลเข้าธนาคารไทยแม้แต่บาทเดียว แล้วคนไทยได้อะไร? เราได้แค่เศษเงินจากการจ้างงานบางส่วน และต้องแบกรับปัญหาขยะ น้ำเสีย และทรัพยากรที่ร่อยหรอลงทุกวัน

ความท้าทายที่ทำให้เจ้าหน้าที่ปวดหัวที่สุดคือ ความ "สะดวก" ของระบบจดทะเบียนบริษัทในปัจจุบันผ่านระบบ DBD Biz Regist ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุน ให้คนทำธุรกิจได้ง่าย จดทะเบียนเสร็จได้ใน "วันเดียว" แต่นี่คือช่องโหว่ที่กลุ่มทุนสีเทาใช้จ้างนอมินีมาสวมชื่อได้รวดเร็วพอๆ กับการสั่งฟาสต์ฟู้ด

เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ในวันที่เขามาจดทะเบียน นายทะเบียนไม่มีทางรู้เลยว่าคนไทยที่มาถือหุ้น 51% นั้นมีเงินจริงไหม หรือเป็นแค่ นอมินีรับจ้าง ดังนั้นตอนนี้ดีเอสไอจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบ E Filing หรือการวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังแทน โดยใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยดูว่า มีคนไทยคนไหนบ้างที่มีชื่อไปปรากฏเป็นเจ้าของบริษัทร้อยล้านพร้อมๆ กันหลายสิบแห่งในพื้นที่เดียว ถ้าเจอแบบนี้ AI จะขึ้น "ธงแดง" (Red Flag) ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลุยเข้าตรวจสอบตัวจริงถึงที่บ้าน

ด้านตึกไทยคู่ฟ้า วันที่ 13 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงันด้วยตัวเอง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การตรวจเยี่ยมราชการแบบเดิมๆ แต่มันคือการประกาศสงครามกับขบวนการนอมินีอย่างเป็นทางการ

มีรายงานว่า ทีมงานล่วงหน้าภายใต้การนำของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และชุดสืบสวนมือฉมัง ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลดิบไว้รอนายกฯ เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นายกฯ จะทำที่พะงันคือ การสั่งการให้บูรณาการทุกหน่วยงาน ทั้งดีเอสไอ, ปปง., กรมที่ดิน และตำรวจท่องเที่ยว ให้ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เป้าหมายคือการผลักดันให้ความผิดฐานนอมินีกลายเป็น "ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน"

แต่เหตุใดต้องฟอกเงิน เพราะถ้าเป็นแค่คดีนอมินี โทษมันแค่ปรับหรือจำคุกไม่กี่ปี แต่ถ้าเป็น "ฟอกเงิน" เมื่อไหร่ ปปง.สามารถสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน วิลล่าหรู หรือเงินในบัญชีร้อยล้านพันล้านจะถูกยึดมาเป็นของรัฐก่อนเพื่อพิสูจน์ที่มา นี่คือ "ยาแรง" ตัวเดียวที่จะทำให้ต่างชาติเกรงกลัวกฎหมายไทย เพราะเขากลัวสูญเสียทรัพย์สินมหาศาลมากกว่ากลัวการติดคุก

ปฏิบัติการที่สมุยและพะงันในสัปดาห์นี้ คือบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลไทยเอาจริงแค่ไหนกับการรักษา "อธิปไตยทางเศรษฐกิจ" เรากำลังสู้กับขบวนการที่มีเงินทุนมหาศาล และมีที่ปรึกษากฎหมายมือดีคอยบงการอยู่เบื้องหลัง ถ้าดีเอสไอสามารถ "ทลาย" 20 บริษัทกลุ่มเป้าหมายแรกได้สำเร็จ มันจะกลายเป็น "โดมิโน" ที่ล้มลงไปถึงภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ถูกรุกรานในลักษณะเดียวกัน แต่ถ้าครั้งนี้จบลงด้วยการเป็นเพียง ไฟไหม้ฟาง หรือการลงพื้นที่เพื่อถ่ายรูปประชาสัมพันธ์ เราก็เตรียมตัวบอกลาเกาะสมุยและเกาะพะงันในฐานะสมบัติของชาติไปได้เลย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...