โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ผศ.ดร.นพดล’ วิเคราะห์ทำไมการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านล้มเหลว มองผ่านเลนส์จากกรอบแนวคิด JCS

เดลินิวส์

อัพเดต 13 เมษายน 2569 เวลา 22.25 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม วิเคราะห์ทำไมการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านล้มเหลว มองผ่านเลนส์กรอบคิด JCS

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า จากประสบการณ์ที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะนายทหารระดับสูง (Joint Chiefs of Staff, JCS) และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินกำลังเชิงระบบรวบยอด (Net Assessment ) เพนตากอน และ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกฝังอย่างชัดเจนคือ การเจรจาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ “ปลายทางของแต่ละฝ่ายมีจุดร่วม” และ “ความเสี่ยงจากการยอมรับข้อตกลงต่ำกว่าความเสี่ยงจากการไม่ยอม”

แต่ในกรณีของสหรัฐ อิหร่าน และอิสราเอล สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง” ปัญหาหลักคือ แต่ละฝ่ายต้องการ “ปลายทาง” คนละแบบ สหรัฐต้องการลดภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์และอิทธิพลทางทหารของอิหร่าน อิหร่านต้องการความมั่นคงของรัฐ การยกเลิกแรงกดดัน และการยอมรับบทบาทของตนในภูมิภาค ขณะที่อิสราเอลต้องการความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา

เมื่อจุดหมายปลายทางไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น การเจรจาจึงไม่ใช่เรื่องของการสื่อสารผิดพลาด แต่เป็นเรื่องของ“ไม่มีจุดที่ทุกฝ่ายพร้อมจะไปถึงร่วมกันได้” เมื่อมองลึกลงไปในระดับการประเมินเชิงระบบ จะพบว่า ความล้มเหลวเกิดจาก “ความไม่สมดุลของความเสี่ยง”

สำหรับสหรัฐ การยอมอ่อนมากเกินไปหมายถึงความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือในระบบพันธมิตร สำหรับอิหร่าน การยอมอ่อนอาจกระทบต่อความมั่นคงของระบอบ สำหรับอิสราเอล การยอมรับข้อตกลงที่ไม่ชัดเจน อาจหมายถึงความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของประเทศในระยะยาว ดังนั้น สำหรับแต่ละฝ่าย “การยอม” อาจอันตรายกว่าการไม่ยอม เมื่อสมการเป็นเช่นนี้ แม้จะมีโต๊ะเจรจาก็ไม่มีฝ่ายใดกล้าขยับก่อนอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างอำนาจภายในของอิหร่านที่มีหลายศูนย์ และแรงกดดันจากอิสราเอลที่พร้อมใช้มาตรการเชิงรุก ทำให้สหรัฐไม่สามารถผ่อนเงื่อนไขได้ง่าย ขณะที่อิหร่านเองก็ไม่เชื่อว่าสหรัฐจะรักษาข้อตกลงในระยะยาวได้ นี่คือการขาด “ความเชื่อมั่นเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งเป็นรากฐานของทุกข้อตกลงระหว่างประเทศ

อีกปัจจัยสำคัญคือ “จังหวะเวลาไม่เอื้อ” เพราะการเจรจาเกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนกำลัง การโจมตีและแรงกดดันในสนามรบที่เกิดการสูญเสียของพันธมิตรระหว่างเจรจา
ซึ่งในทางยุทธศาสตร์หมายความว่าทุกฝ่ายยังอยู่ในโหมดสู้รบ ไม่ใช่โหมดประนีประนอม ดังนั้นการเจรจาจึงไม่ล้มเพราะขาดโอกาส แต่ล้มเพราะ “ยังไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า ยอมแล้วจะปลอดภัยกว่าไม่ยอม”

แล้วเกมจะเดินต่ออย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้ไป เมื่อการเจรจาไม่สามารถสร้างจุดร่วมได้ เกมจะเคลื่อนจากการทูตไปสู่การสู้รบเชิงอำนาจหลายมิติ
ลักษณะที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุดคือ การสู้รบ ถล่มกันอีกแบบจำกัดแต่จะรุนแรงกว่าเดิม สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มยกระดับเต็มรูปแบบ จะใช้ทหาร 1 -2 แสนนาย รองรับสงครามโลกได้ แต่จะยังคงไม่ให้ถึงจุดนั้น เพียงแต่มีการโจมตีเป็นจุด ๆ ที่รุนแรงกว่าเดิมและอีกฝ่ายจะยังคงมีการใช้กองกำลังตัวแทน ใช้เศรษฐกิจ ใช้ไซเบอร์ และข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมือกดดัน

โดยทุกฝ่ายยังหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบอยู่ เพียงแค่ระดมความพร้อมรองรับสงครามหนักไว้ก่อน แต่ที่เกิดขึ้นทันที คือ สนามของความขัดแย้งไม่จำกัดอยู่แค่พื้นที่สู้รบทางทหาร แต่ขยายไปสู่ “ระบบ” แล้วทั้งพลังงาน การเงิน เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นของสังคมโลก

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน ประเทศไทยอาจไม่อยู่ในสนามรบ แต่เราอยู่ใน “แนวแรงกระแทกของระบบโลก” อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบจะมาเป็นลูกคลื่น เริ่มจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งต่อไปสู่ค่าไฟ ต้นทุนธุรกิจและสุดท้ายคือเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “สงครามตะวันออกกลางเต็มรูปแบบสู่สงครามภูมิภาคจะเกิดหรือไม่” แต่คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ “ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน ในวันที่แรงกระแทกมาถึงเร็วกว่าที่เราคาด”

ทางออกของประเทศไทย ต้องคิดให้แตกต่าง และตอบโจทย์ตรงเป้าให้แม่น ต่อไปนี้ ทางรอดของไทยไม่ใช่การอุ้มทุกอย่างพร้อมกันแต่คือการ “คุมจุดที่ทำให้ระบบลาม” และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเอาอยู่ไปพร้อมกัน แม้ว่ารัฐบาลไทยได้เริ่มดำเนินมาตรการสำคัญแล้ว เช่น การดูแลราคาพลังงาน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “การเชื่อมทุกมาตรการให้เป็นระบบเดียวกัน”

ข้อเสนอที่มีโอกาสได้ผลมากที่สุด คือการสร้าง “โล่กันกระแทก 3 ชั้น” 1) ชั้นแรก ดูแลเฉพาะจุดที่กระทบประชาชนโดยตรง เช่น ผู้ใช้พลังงานเพื่อทำมาหากิน ลดภาระต้นทุนอย่างตรงเป้า 2) ชั้นที่สอง ควบคุมต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าจำเป็นพุ่งตามต้นทุนพลังงาน 3) ชั้นที่สาม เปิดข้อมูลสำคัญให้ประชาชนรับรู้ตรงกัน เพื่อคุมความตื่นตระหนกและสร้างความเชื่อมั่นควบคู่กับการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้เร็ว (IOC) และเสริมความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในมิติใหม่ เช่น ระบบดิจิทัล การเงิน และพลังงาน

กล่าวโดยสรุปในโลกยุทธศาสตร์ ประเมินได้ว่าสงครามตะวันออกกลางกำลังจะเกิดขึ้นอีกและรุนแรงเต็มรูปแบบกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะ “คุยกันแล้วแต่ไปต่อไม่ได้” และสำหรับประเทศไทย เราอาจไม่ได้อยู่ในสนามรบแต่เราหนี “แรงกระแทก” ไม่พ้น

ประเทศไทยจะรอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้ ไม่ใช่เพราะเราแข็งแกร่งที่สุดแต่เพราะเรา “ไม่แตกแยกกันก่อน” ในโลกที่แรงกระแทกกำลังมาเป็นระลอก สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่สงครามไกลตัว แต่คือ “ความแตกแยกในใจคนไทยด้วยกันเอง”

ถ้าเราจับมือกันให้แน่นตั้งรับให้เร็ว และเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่รอดแต่จะ “ยืนได้อย่างมั่นคง” ท่ามกลางความผันผวนของโลก โลกกำลังแรงปั่นป่วนแรง แต่ไทยจะไม่ล้ม ถ้าเราคนไทยยังจับมือกันแน่นพอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...