ผู้เชี่ยวชาญไขข้อสงสัย “ตดบ่อย” เสี่ยง มะเร็งลำไส้ใหญ่ จริงหรือไม่?
แพทย์ยืนยัน “ผายลมบ่อย” ไม่ใช่สัญญาณตรงของโรคร้าย ชี้เป็นเพียงกลไกปกติของร่างกาย เผยจำนวนครั้งที่เหมาะสมต่อวัน พร้อมแนะสังเกตอาการร่วมสำคัญ
ความเชื่อที่ว่า “การผายลมบ่อย” อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อย จากการรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ พบว่า “การผายลม” เป็นกระบวนการปกติของร่างกายในการขับก๊าซออกจากระบบทางเดินอาหาร โดยทั่วไปคนเราจะผายลมประมาณ 5–25 ครั้งต่อวัน หรือเฉลี่ยราว 15 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าระบบลำไส้ทำงานเป็นปกติ
ตดบ่อย ไม่ได้เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอธิบายว่า การผายลมบ่อยไม่ได้หมายความว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง แต่ความถี่และกลิ่นของการผายลมสามารถสะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและสภาพแวดล้อมภายในลำไส้ได้ เช่น
- การกินอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซง่าย
- การบริโภคเนื้อสัตว์หรือไขมันในปริมาณมาก
- ภาวะท้องผูกสะสม
ในกรณีที่ผายลมมากกว่า 25 ครั้งต่อวัน มักเกี่ยวข้องกับอาหารหรือการทำงานของลำไส้ที่เร็วผิดปกติ ขณะที่ “กลิ่นเหม็นรุนแรง” ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่รับประทานเข้าไปเป็นหลัก หากเพิ่มใยอาหารหรือไฟเบอร์ จะช่วยให้กลิ่นลดลงและระบบขับถ่ายดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ “อาการร่วมอื่น” มากกว่าการผายลมเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หากพบความผิดปกติ เช่น
- ท้องผูกสลับท้องเสีย
- อุจจาระมีเลือดปน
- พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
- ไม่ผายลมเลยร่วมกับอาการผิดปกติ
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังและควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด การ “ตดบ่อย” เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อความมั่นใจและการป้องกันโรคในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้เชี่ยวชาญไขข้อสงสัย “ตดบ่อย” เสี่ยง มะเร็งลำไส้ใหญ่ จริงหรือไม่?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th