จุดติดกระแสเลิกข้าวฟรี สส. เปิดใจ ‘หมอวรงค์’ เอาจริงไม่ใช่คอนเทนต์ สู้แบบ ‘ไทยภักดี’ 12 ปีกว่าจะได้กลับสภา
“ถูกเยาะเย้ย สอบตก ไอ้ขี้แพ้นี่ เยอะมากเลย”
นี่คือเสียงที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ยินตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะกลับไปเข้าสภาได้อีกครั้งในการเลือกตั้งรอบนี้
ด้วยชื่อ ‘พรรคไทยภักดี’ ที่มีความเคลื่อนไหวดุดัน พร้อมๆ กับแอ๊คชั่นแรกในฐานะ สส. ที่เรียกร้องยกเลิกอาหารฟรี สส. ทำให้เสียงของคนภายนอกกำลังตั้งคำถามว่า นพ.วรงค์ กำลังเดินหน้านโยบายของพรรคจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่คอนเทนต์สร้างข่าว
วันนี้ซีรีส์ Real Politik โดยสำนักข่าวทูเดย์ ชวนเปิดใจฟัง นพ.วรงค์ ในวันที่ยืนยันว่า 1 เสียงของพรรคไทยภักดี จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ส่วนจะเป็น “ฝ่ายค้านในค้าน” มากกว่าฝ่ายค้านรัฐบาลหรือไม่ นพ.วรงค์ มีคำอธิบาย
[ฝ่ายค้านผู้รักชาติ แบบ ‘ไทยภักดี’ คือค้านในค้าน?]
“มีคนหลายคน ชวนผมไปร่วมรัฐบาล แต่ผมยังชั่งใจ” นพ.วรงค์ ตอบถึงภาวะเนื้อหอม ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อนหน้านี้ แต่สุดท้าย นพ.วรงค์มองว่า การเข้าร่วมรัฐบาลด้วย 1 เสียงนั้น อาจไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านน่าจะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากกว่า ดังนั้น ตอนนี้ 1 เสียงของพรรคไทยภักดี ขอยืนยันเป็นฝ่ายค้าน แบบที่ไม่รอร่วมรัฐบาลด้วย
นพ.วรงค์เปรียบตัวเองเป็น “ฝ่ายค้านผู้รักชาติ” พร้อมขยายความว่า พรรคไทยภักดีจะไม่ค้านทุกเรื่อง
“เราจะไม่ค้านทุกเรื่อง เพราะทุกครั้งที่ปล่อยหมัด จะต้องมีจังหวะ มีข้อมูล ที่สุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์”
นอกจากนี้ เขายืนยันว่า ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน แต่หลักคิดในการตรวจสอบรัฐบาลจะต้องตรงกัน พร้อมชี้ว่าที่ผ่านมา พรรคประชาชนเป็นฝั่งที่ลุกขึ้นมาค้านตนเองก่อน แทนที่จะเป็นฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะเป็นฝ่ายค้านค้านกันเอง เกิดขึ้นแน่นอน
เขายังขอฝากข้อคิดไปยังพรรคประชาชน 2 ข้อ คือ 1. จับประเด็นเรื่องทุจริตคอรัปชั่น จะช่วยประเทศชาติได้เยอะ และ 2. ทำงานต้องทำจริง ที่ผ่านมาดูเป็นอีเวนท์มากกว่า เพราะถ้าทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานที่แน่ชัด จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้
[ยกเลิกอาหารฟรี สส. ทำได้จริง หรือแค่คอนเทนต์?]
เรื่องหนึ่งที่เป็นตัวอย่างชั้นดีว่า ภาวะค้านในค้านอาจเกิดขึ้นแล้ว คือเรื่องอาหารกลางวัน สส. ซึ่ง นพ.วรงค์ ยืนยันว่า เขาต้องการให้ยกเลิก ไม่ใช่ปรับลด
“ได้ ถ้าตั้งใจจะทำ ผมทำมาแล้ว” นพ. วรงค์ยืนยันอย่างมั่นใจ
เขามองว่า ในช่วง 12 ปีของการทำงานนอกสภา เรื่องหนึ่งที่ประชาชนพูดถึง สส. ตลอด คือการที่ สส. มีอภิสิทธิ์มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอาหารกลางวัน การแต่งตั้งผู้ช่วยจำนวน 8 คน และเงินบำนาญ สส.
“ทุกระดับคาใจเรื่องอาหาร ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า คนขับแท็กซี่ หรือพี่น้อง รปภ. คาใจเรื่องอาหาร เพราะอาหารเขากินทุกวัน”
นพ.วรงค์ พูดถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม “มื้อหนึ่งประมาณ 1,000 บาทโดยเฉลี่ย ผมว่ามันกินภาษีประชาชนมากนะ แล้วผมไปไล่ดูตัวเลข เชื่อไหมว่า สส. 500 คน ใช้เงินเพื่ออาหาร ปีละประมาณ 108 ล้านบาท กินอะไรเยอะแยะ”
“คุณซื้อเองไม่ได้เหรอ” นพ.วรงค์ ตั้งคำถามกับค่าอาหารของ สส. ที่มาจากภาษีประชาชน ทั้งที่ สส. ก็มาทำหน้าที่ปกติ และได้รับเงินเดือนของตัวเองแล้ว
“ประชาชนกินข้าว เขาสัมผัสได้ว่า ทำงานแทบตาย เงินเดือนเขา 12,000 บางคนเงินเดือน 9,000 เขาเสียค่าอาหารมื้อละ 40-50 บาท แต่พวกคุณเงินเดือน 100,000 กว่าบาท คุณเสียค่าอาหารเองไม่ได้เลยเหรอ”
ในการอภิปรายวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นพ.วรงค์เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับตน แทนที่จะไปกินข้าวฟรีของ สส.ในสภา
ขณะเดียวกัน เขายังโพสต์ภาพไปซื้อข้าวในกินเองในโรงอาหาร เพื่อยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนการเลี้ยงอาหารกลางวัน สส.
“ผมทำให้เห็น มีโรงอาหารของสภาฯ ผมก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวกินง่ายๆ แล้วก็กลับเข้าไปประชุม ใช้เวลาไม่กี่นาที”
ข้อเรียกร้องของ นพ.วรงค์ ตั้งแต่วันเปิดสภา เริ่มมีเสียงตอบรับแล้ว ทั้งจากพรรคภูมิใจไทยที่มีมติจัดให้ สส. จัดหาอาหารทานเองในวันประชุม
เช่นเดียวกับพรรคประชาชน ที่ปรับข้อเสนอเป็นยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. โดยให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เช่น ผ่านการหักจากเงินเดือน สส.
นพ.วรงค์ยังเสนอลดจำนวนผู้ช่วย สส. จากปัจจุบัน สส. 1 คน มีผู้ช่วย 8 คน ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะเกินไป โดยเสนอให้เหลือผู้ช่วยเพียง 3 คน นอกจากนี้ยังไม่เห็นด้วยที่ สส. จะได้บำนาญ
นพ. วรงค์ อธิบายเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา การเป็น สส. ก็จะได้รับบำนาญขั้นต่ำเดือนละ 21,000-42,000 บาท ไปตลอดชีวิต แม้เป็น สส. เพียง 1 ปี แต่ถ้าเป็น สส. ต่ำกว่า 1 ปี จะได้บำนาญ 40 เดือน
“เห้ย ผมว่ามันเอาเปรียบประชาชนมากเกิน… มันไม่แฟร์” นพ.วรงค์ ระบุ “คุณกำลังผันภาษีประชาชนมาช่วยนักการเมืองด้วยกัน ทั้ง สส. และ สว. … คือการเป็น สส. 1 ปี แล้วได้บำนาญมันเอาเปรียบข้าราชการมากเกินไป”
นพ.วรงค์ทิ้งประเด็นนี้ว่า คนที่จะมาดูแลชาติบ้านเมือง ดูแลประชาชน มันเป็นงานอาสา และที่สำคัญคือ คุณควรจะต้องดูแลตัวเองได้บ้าง
[สอบตก 12 ปี การก้าวข้ามทางใจของ “ไอ้ขี้แพ้”]
“คนที่เขาไม่เห็นด้วยกับเรา ก็จะด่าเราอย่างเดียว” นพ. วรงค์ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญในช่วงที่ว่างเว้นจากการเป็น สส. และความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับมาทำหน้าที่ สส. อีกครั้งในรอบ 12 ปี ด้วยความตั้งใจดี และพร้อมมองไปข้างหน้า
เขาชี้ว่า การแพ้เป็นประสบการณ์ชีวิต เป็นบทเรียนที่สุดยอด ทำให้เขารู้สึกแข็งแกร่งมากขึ้น
นพ. วรงค์ เล่าอีกว่า ในวันที่ก้าวเข้าไปยืนในสภาอีกครั้ง ด้วยความที่เคยผ่านมาทั้งความพ่ายแพ้และการชนะมาแล้ว ได้ช่วยให้ตัวเองสามารถก้าวข้ามความรู้สึกทางใจได้
“คุณอย่าไปยอมแพ้ ถ้าคุณคิดจะเดินต่อ มันจะทำให้คุณได้ในหลายๆ สิ่งที่ไม่เคยมีใครได้” นพ. วรงค์ ฝากไปถึงผู้สมัคร สส. อีกหลายคน ที่แพ้การเลือกตั้งที่กำลังจะถอดใจ