โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดวาระร้อน ‘อนุทิน 2’ จัดเงินแก้น้ำมันแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อนุทิน ชาญวีรกูล

รัฐบาลอนุทิน สมัยที่ 2 ไม่มีเวลาให้ฉลองชัยชนะ เพราะมีโจทย์ร้อนวิกฤตราคาพลังงาน อันเป็นผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลางรอให้สะสาง ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ตำแหน่ง

ภาพและเสียงของประชาชน-นักธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และภาคการผลิตทั้งหมด บ่นระงมจากทั่วประเทศ สวนทางเสียงแถลงของรัฐบาล ที่พูดซ้ำ ๆ น้ำมันไม่หมด แต่ที่สถานีบริการไม่มีน้ำมัน

ทุกฝ่ายจับตาว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มนัดแรก จะพิจารณาแก้ปัญาความเดือดร้อนของประชาชน

วาระด่วน ครม.นัดแรก

แหล่งข่าวจากผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า วาระที่คาดว่าจะมีการเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ นัดสัปดาห์แรก เมื่อเริ่มทำงาน ส่วนหนึ่งจะเน้นเรื่องพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 70, พ.ร.บ.โอนงบฯ 69 เพื่อนำเงินเหลือจ่าย มาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะนำมาช่วยเหลือในเรื่องค่าครองชีพด้านพลังงาน หรือการใช้ไฟฟ้าของประชาชน

รวมถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือกฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service หวังให้การขออนุมัติต่าง ๆ มีความสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการขอจัดตั้งธุรกิจหรือโรงงาน ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน ทำให้ประชาชนและภาคการลงทุนมสะดวกขึ้น

ส่วนแนวทางมาตรการแก้ปัญหารับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ผ่านการอุดหนุนราคาน้ำมัน อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า จะต้องออกพระราชกำหนดค้ำประกันการกู้เงินให้กองทุนน้ำมันฯหรือไม่

ส่วนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 เมษายนนโยบายที่จะแถลงต่อสภาขณะนี้เสร็จแล้ว ส่วนของพรรคภูมิใจไทย จะอยู่ในกลุ่มนโยบายเศรษฐกิจ 10 Plus ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้เสนอนโยบาย อาทิ โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) นโยบายด้านเกษตร การแก้ปัญหาอุทกภัยจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งวันที่ 30 มีนาคมนี้

โฉมหน้า ที่มาอำนาจ อนุทิน 2

แม้ว่าปัญหาประเทศ จะมีทุกระดับตั้งแต่รากหญ้า จนถึงธุรกิจยักษ์ใหญ่ แต่การจัดทัพคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ยังคงแบ่งโควตาตามกลุ่มอำนาจการเมือง บ้านใหญ่ กลุ่มทุนการเมืองเป็นหลัก จาก 2 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย 27 คน ใน 14 กระทรวง ขณะที่พรรคเพื่อไทย 5 กระทรวง 8 ตำแหน่ง

โฉมหน้า ครม.อนุทิน 2 นั้น “อนุทิน” ล็อกตำแหน่งไว้เป็นโควตากลาง คือตำแหน่งของ 3 รัฐมนตรีที่เคยเป็น “คนนอก” ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกฯและ รมว.คลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ให้คุมทั้งคลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นอิสระในการทำงานไม่โดนการเมืองแทรก

ขณะที่เก้าอี้รองนายกฯ นอกจาก เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์ ยังมีอีก 4 ชื่อ ประกอบด้วย “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ขุนพลอีสานเหนือของพรรคภูมิใจไทย, พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม แม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ข้ามมานั่งรองนายกฯ ดูงานด้านกฎหมาย และ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( อว.) เป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ประกอบด้วย ภราดร ปริศนานันทกุล จากบ้านใหญ่อ่างทอง, ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพกรุงเทพฯของพรรคภูมิใจไทย, นภินทร ศรีสรรพางค์ นายทุน-เจ้าของตลาดศรีเมือง ราชบุรี, สุขสมรวย วันทนียกุล บ้านใหญ่อำนาจเจริญ

กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ผู้ที่ได้รับฉายา “นักรบอีสานใต้” คนบุรีรัมย์ เลื่อนจาก รมช.กลาโหม ในยุคอนุทิน 1 มานั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม ในรอบนี้

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีชื่อ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” จากบ้านใหญ่อยุธยา ที่กวาด สส.ยกจังหวัดให้พรรคภูมิใจไทย

กระทรวงคมนาคม มีพิพัฒน์ แม่ทัพภาคใต้เป็นเจ้ากระทรวง แต่รัฐมนตรีช่วยมีชื่อ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ บ้านใหญ่ศรีสะเกษ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ จากบ้านใหญ่พิจิตร และสรรเพชญ บุญญามณี บ้านใหญ่สงขลา ลูกชาย นิพนธ์ บุญญามณี

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นโควตาของกลุ่ม “ลูกเทพ” มี ไชยชนก ชิดชอบ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ จากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ขณะที่รัฐมนตรีช่วยมีชื่อ น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย บ้านใหญ่สมชัย แห่งอุบลราชธานี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะเป็นขุนพลภาคตะวันออก นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน เป็น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน จากร่มเงาและบารมีบ้านเทือกสุบรรณ

กระทรวงมหาดไทย ที่มี อนุทิน นั่งนายกฯควบ รมว.ว่าการ มีรัฐมนตรีช่วย 3 คน ประกอบด้วย เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ บ้านใหญ่อุทัยธานี หลานชาย ชาดา ไทยเศรษฐ์, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ จากบ้านใหญ่สตูล, พลพีร์ สุวรรณฉวี ลูกนายไพโรจน์ สุวรรณฉวี จากนครราชสีมา

กระทรวงยุติธรรม ยังเป็น พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ คนเดิม อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ซึ่งมีความใกล้ชิดกับตระกูลชิดชอบ กระทรวงวัฒนธรรม มีชื่อ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม บ้านใหญ่อุทัยธานี

ส่วนเก้าอี้กระทรวงสาธารณสุข มีชื่อ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข บ้านใหญ่มะขามหวาน เพชรบูรณ์ ของสันติ พร้อมพัฒน์ และกระทรวงอุตสาหกรรม มีชื่อ วราวุธ ศิลปอาชา บ้านใหญ่สุพรรณบุรี

ชินวัตร ชิงอำนาจ 2 ส.

ขณะที่โควตารัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้ 5 กระทรวง 8 เก้าอี้รัฐมนตรี ประกอบด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯควบ กระทรวง อว.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย มีชื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นครั้งแรกที่ ส.สุริยะ ได้นั่งกระทรวงอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงคมนาคม และกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้เป็นครั้งแรกที่อีกหนึ่ง ส. คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องเว้นวรรคเก้าอี้รัฐมนตรี

เพราะเครือข่ายชินวัตร เลือก “คนรุ่นใหม่” แต่อยู่ในบ้านใหญ่ คือ วัชรพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลูกบ้านใหญ่อุดรธานี ที่ช่วยพรรคเพื่อไทยกวาด สส.อุดรฯ 4 เก้าอี้

และปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากบ้านใหญ่เชียงราย ติยะไพรัช แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่ง สส.เชียงรายแค่ 2 เขต แต่ศูนย์อำนาจเครือข่ายชินวัตร ต้องการผลักดันคนรุ่นใหม่ล้างคนหน้าเดิม จึงเป็นที่มา 2 เก้าอี้รัฐมนตรีหน้าใหม่ในกระทรวงเกษตรฯ

กระทรวงศึกษาธิการ มีชื่อ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค มีแบ็กอัพไม่ธรรมดา ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ สส.เขต 1 กาญจนบุรี ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มทายาทชินวัตร

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มี สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.พม. เป็นโควตาพรรคเพื่อไทย ที่มาจากกลุ่มบ้านใหญ่โรงแป้ง ที่เป็นกำลังสำคัญให้พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง สส.ในโคราช 10 จาก 16 ที่นั่ง

แก้รัฐธรรมนูญ สำคัญวาระท้าย

แต่ชื่อที่เซอร์ไพรส์ ในการตั้งรัฐบาลรอบนี้คือ ชื่อของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านกฎหมาย แทน “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่ถือว่าผลงาน 4 เดือนที่ผ่านมาไม่เข้าตาทีมเจ้าของพรรค จึงต้องอำลาตำแหน่งข้ามประเทศ

สำหรับดีกรีของ “ปกรณ์” นั่งเก้าอี้เลขาฯกฤษฎีกา ตั้งแต่ปี 2563 ครองตำแหน่งมาถึง 7 ปี เป็นศิษย์ก้นกุฏิของ มีชัย ฤชุพันธุ์-วิษณุ เครืองาม ในช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 “ปกรณ์” ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รับบทบาทเป็น เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เขาจึงรู้ช่องทางรัฐธรรมนูญดีที่สุดคนหนึ่ง ในฐานะที่คลุกวงในตั้งแต่ต้น

การดึง ปกรณ์ เข้าเสียบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย จึงอาจเป็นไปได้สูงว่า การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลแห่งประชามติ อาจมีเส้นทางที่ไม่ง่าย และสำเร็จค่อนข้างยาก

แม้ว่าเสียงข้างมาก 21 ล้านเสียง จะเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วาระเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกในการ “เปิดทาง” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเสียงเรียกร้องประชามติ อาจไม่ใช่ “วาระเร่งด่วน” ของพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้วาระแก้รัฐธรรมนูญ หล่นไปอยู่วาระท้ายของวาระแก้เศรษฐกิจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดวาระร้อน ‘อนุทิน 2’ จัดเงินแก้น้ำมันแพง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...