“จีน” ยอมแลกกำไร รักษาพลังงาน เพิ่มโควตานำเข้าน้ำมันให้โรงกลั่นเอกชน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
"จีน" ยอมแลกกำไร รักษาพลังงาน เพิ่มโควตานำเข้าน้ำมันให้โรงกลั่นเอกชน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ภายใต้เงื่อนไขต้องรักษาอัตราการผลิตอย่างน้อย 1 เดือน แม้ฮอร์มุซกลับมาเปิด
วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 14.37 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลจีนได้อนุมัติโควตานำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติมให้กับโรงกลั่นเอกชน หรือที่เรียกว่า “teapot” เพื่อให้สามารถรักษาระดับการผลิตเชื้อเพลิงตามที่รัฐกำหนดไว้ ท่ามกลางผลกระทบจากความปั่นป่วนของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคงระดับการผลิตเชื้อเพลิงในประเทศและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของจีน แม้จะไม่ได้ช่วยปรับปรุงอัตรากำไรของโรงกลั่นที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง
ก่อนหน้านี้ หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีนได้สั่งให้โรงกลั่นเอกชนรักษาระดับการผลิตเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงปี 2568 แม้จะต้องแบกรับภาวะขาดทุนก็ตาม
นโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของปักกิ่งในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน แม้ต้องแลกกับแรงกดดันทางการเงินต่อโรงกลั่นเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนราว 20-25% ของกำลังการกลั่นน้ำมันทั้งหมดของประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา โรงกลั่นเอกชนของจีนเร่งนำเข้าน้ำมันจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เช่น อิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา เนื่องจากมีราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป อย่างไรก็ตามความได้เปรียบด้านต้นทุนเริ่มลดลง หลังสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน ส่งผลให้ส่วนลดราคาน้ำมันลดลง และบางประเภทกลับมีราคาสูงกว่าตลาดอ้างอิง
ขณะเดียวกันราคาขายเชื้อเพลิงภายในประเทศยังถูกกดดันจากนโยบายภาครัฐที่พยายามควบคุมราคาพลังงานเพื่อปกป้องผู้บริโภค ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของโรงกลั่นยิ่งหดตัว
ภายใต้เงื่อนไขของโควตาใหม่ โรงกลั่นเอกชนถูกกำหนดให้ต้องรักษาอัตราการผลิตอย่างน้อย 1 เดือน แม้หลังจากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานแล้วก็ตาม
แม้โควตานำเข้าเพิ่มเติมจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบ แต่ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นหลายแห่งยังคงลังเลที่จะเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากอัตรากำไรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาน้ำมันที่มีอยู่ในคลังเป็นหลัก
นักวิเคราะห์ มองว่า หากโรงกลั่นสามารถจัดหาน้ำมันในราคาที่เหมาะสมได้ โควตาดังกล่าวอาจช่วยให้พวกเขาเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดหาทางเลือกสุดท้าย” เพื่อเติมเต็มช่องว่างอุปทานในประเทศ
อ้างอิง : www.bloomberg.com