โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ภราดร’ ดัน พ.ร.บ.โอนงบฯ 60,000 ล้าน แจก “ไทยช่วยไทย พลัส” หลัง มิ.ย.นี้

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ แถลงข่าวการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

‘ภราดร’ ปลดล็อกปมใช้หนี้เงินคงคลัง 70,000 ล้าน – ขีดเส้นตาย พ.ค.นี้! โอนงบส่วนราชการเบิกจ่ายอืด 60,000 ล้านบาท แจก “ไทยช่วยไทย พลัส” หลัง มิ.ย.นี้

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี 2570 สามารถนำมาประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อย่างแน่นอน หากพิจารณาจากตารางปฏิทินงบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเริ่มจากวันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ให้กับผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จะเป็นช่วงเวลาที่ส่วนราชการ หรือ หน่วยรับงบประมาณ ทำเรื่องขอใช้งบประมาณส่งให้สำนักงบประมาณพิจารณา โดยสำนักงบประมาณจะใช้เวลา 1 เดือน ในการพิจารณาปรับลด หรือ ตัดทอนวงเงินงบประมาณของส่วนราชการลงมาให้อยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท

จากนั้นสำนักงบประมาณก็จะนำรายละเอียดของโครงการต่าง ๆส่งให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หลังจากนั้นสำนักงบประมาณก็จะเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงวันที่ 3-9 มิถุนายน 2569 และนำความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆรายงานให้ที่ประชุม ครม.รับทราบในวันที่ 16 มิถุนายน 2569

จากนั้นสำนักงบประมาณก็จะทำร่างรายละเอียดของ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ส่งให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาในชั้นรับหลักการ และในชั้นวาระ 2 – 3 ต่อไป ซึ่งตามกำหนดการไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ คือวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 จะเป็นช่วงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯในวาระที่ 1 ในชั้นรับหลักการ ซึ่งจะให้เวลาสภาได้พิจารณาตลอดสอบ ปรับลด หรือ ปรับเพิ่มวงเงินงบประมาณของส่วนราชการได้เกือบ 70 วัน เหมือนปีที่ผ่านมา หลังจากพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะกลับมาสู่ชั้นสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งในวาระ 2 – 3 ในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน 2569 จากนั้นก็จะส่งให้วุฒิสภาพิจารณาในช่วงวันที่ 10 – 11 กันยายน 2569 คาดว่าพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันที่ 21 กันยายน 2569 ก็สามารถที่จะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณขึ้นทูลเกล้า เพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป จะเห็นได้ว่าไทม์ไลน์บรรทัดสุดท้ายเนี่ยก็คือ 21 กันยายน 2569 ยืนยันว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายภราดร กล่าวต่อว่า คราวนี้มาถึงเรื่องประเด็นการโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ของหน่วยงานรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้เขียนไว้ในเอกสารนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ยืนยันว่าจะออกเป็น “พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569” โดยจะโอนงบประมาณของส่วนราชการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งรัฐบาลจะเร่งยกร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯนำเสนอที่ประชุมรัฐสภาโดยเร็วที่สุด

“แต่เมื่อพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 ที่ระบุว่า …. กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสามารถนำเงินคงคลังออกไปใช้จ่ายก่อนได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ หรือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) หรือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ วาระแรกที่ต้องทำคือ ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายมาชดใช้เงินคงคลังก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณน่าจะได้งบฯมาประมาณ 50,000 – 60,000 ล้านบาท แต่มีหนี้เงินคงคลังค้างจ่ายอยู่ประมาณ 70,000 ล้านบาท ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องนำเงินไปใช้หนี้เงินคงคลังก่อน จึงไม่สามารถนำเงินที่ได้จากการโอนงบประมาณไปใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานให้กับประชาชนได้ ดังนั้น จึงต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการนำรายการชดใช้เงินคงคลังไปตั้งไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ส่งให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติ ตามไทม์ไลน์ที่กล่าวข้างต้น คือวันที่ 2 มิถุนายน 2569 จากนั้นถึงจะออก พ.ร.บ.โอนงบฯ นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมรัฐบาลไม่สามารถออก พ.ร.บ.โอนงบฯได้ในขณะนี้ เพราะต้องรอให้มีการตั้งรายการชดใช้เงินคงคลังใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ผ่านการอนุมัติจาก ครม.ก่อน” นายภราดร กล่าว

ถามว่า เมื่อได้เงินจากการโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงิน 50,000-60,000 ล้านบาท จะนำไปใช้ทำอะไร

นายภราดร ตอบว่า “ตอนนี้กระทรวงการคลังกำลังเร่งทำการศึกษาโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งมีอยู่หลายโครงการที่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก สำหรับกลุ่มเปราะบาง ก็จะมีโครงการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน โครงการที่ 2 คนละครึ่ง พลัส ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นไทยช่วยไทย พลัส ความคืบหน้าในขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณากำหนดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย 20 – 30 ล้านคน และจำนวนเงินที่ประชาชนจะได้รับควรจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าช่วยเหลือเยียวยาในระยะยาว 4 เดือน หรือ 6 เดือน ก็อาจจะได้คนละ 500 บาทต่อเดือน แต่ถ้าจะช่วยเหลือเยียวยาในระยะสั้นก็อาจจะได้คนละ 2,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาจำนวนกลุ่มเป้าหมาย ถ้า 20 ล้านคน เป็นวงเงินเท่าไหร่ และ 30 ล้านคน คิดเป็นวงเงินเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าจะพิจารณาเลือกโมเดล หรือรูปแบบไหนดีที่สุด โครงการคนละครึ่งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา จะได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาท ผมเชื่อว่าครั้งนี้ประชาชนคงจะได้รับเงินช่วยเหลือไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

ถามว่างบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายทันได้ตามแผนงาน หรือ ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รัฐบาลจะขีดเส้นตาย หรือ กำหนดวันที่จะโอนงบเหล่านี้มาบรรจุใน พ.ร.บ.โอนงบฯเมื่อไหร่

นายภราดร ตอบว่า “แน่นอนก็คงต้องขีดเส้นตายก่อนที่จะนำร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯส่งให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในเดือนมิถุนายน 2569 ตอนนี้กำลังพิจารณากำหนดเวลาอยู่ อาจจะเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หรือ กลางเดือนพฤษภาคม 2569 กำลังพิจารณากันอยู่”

นายภราดร กล่าวสรุปว่า การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะไม่นำเงินไปใช้หนี้เงินคงคลัง แต่นำนำรายการชดใช้หนี้เงินคงคลังไปตั้งไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 แทน และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลไม่เร่งออก พ.ร.บ.โอนงบฯในช่วงนี้ แต่จะออก พ.ร.บ.โอนงบฯได้หลังจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ไปแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...