‘ดร.ภิญโญ’ ไขข้อข้องใจระบบคิดค่าไฟเมื่อติดโซลาร์เซลล์
06 พ.ค.2569 - ดร.ภิญโญ มีชำนะ นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด อดีตอาจารย์และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางปะทุเป็นระยะ คนไทยจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า “ค่าไฟบ้านเราไม่ได้อยู่ไกลจากสนามรบเลย” เพราะเมื่อราคาน้ำมัน ก๊าซ LNG และเส้นทางขนส่งพลังงานโลกสั่นไหว ต้นทุนพลังงานของไทยก็สั่นตามไปด้วย
ประเทศไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก และยังต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก วิกฤตตะวันออกกลางจึงไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็นเงาที่ทอดมาถึงบิลค่าไฟในบ้านเรา
เมื่อโลกไม่แน่นอน ประชาชนจึงเริ่มมองหาทางลดความเสี่ยงด้วยตัวเอง หนึ่งในทางเลือกคือ Solar Rooftop หรือการติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อผลิตไฟใช้เองในตอนกลางวัน ลดการซื้อไฟจากระบบ และเป็น “กันชนเล็กๆ” ของครัวเรือนในวันที่ราคาพลังงานโลกผันผวน
และเมื่อคนสนใจติดโซลาร์ คำถามสำคัญก็ตามมาว่า ถ้าผลิตไฟได้เกินใช้ จะขายคืนให้การไฟฟ้าอย่างไร และทำไมบางประเทศให้หักหน่วยไฟแบบตรง ๆ แต่ไทยยังใช้ระบบซื้อขายไฟแบบแยกราคา
คำถามนี้พาเราเข้าสู่คำสำคัญ 2 คำ คือ Net Metering และ Net Billing
Net Metering คือ “หักหน่วยไฟฟ้า”
เช่น ตอนกลางวันบ้านเราผลิตไฟจากโซลาร์เซลล์ได้เกิน 10 หน่วย แล้วส่งเข้าระบบ พอตอนกลางคืนเราใช้ไฟจากการไฟฟ้า 10 หน่วย ก็เอามาหักลบกันได้ เหมือนฝากไฟไว้กับการไฟฟ้า แล้วค่อยถอนกลับมาใช้ภายหลังทำให้ต้นทุนบางส่วนอาจไหลไปอยู่กับผู้ใช้ไฟคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์
Net Billing คือ “ซื้อไฟราคาหนึ่ง ขายไฟอีกราคาหนึ่ง”
ระบบนี้ไม่ได้เอาหน่วยไฟมาหักกันตรง ๆ แต่แยกเป็น 2 ฝั่ง คือ ไฟที่เราซื้อจากการไฟฟ้า และไฟส่วนเกินจากโซลาร์ที่เราขายคืนให้การไฟฟ้า จากนั้นจึงนำ “มูลค่าเป็นเงิน” มาหักกัน
ตัวอย่างง่าย ๆ หากเราซื้อไฟจากการไฟฟ้าในราคาประมาณเกือบ 4 บาทต่อหน่วย แต่ไฟส่วนเกินที่ขายคืนให้การไฟฟ้ารับซื้อในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย แปลว่า ไฟที่เราซื้อแพงกว่าไฟที่เราขายคืน
เนื่องจากค่าไฟขายปลีกไม่ได้มีแค่ต้นทุนผลิตไฟ แต่ยังต้องรวมต้นทุนโครงข่าย ระบบจำหน่าย การดูแลเสถียรภาพ ไฟฟ้าสำรองเผื่อไว้ในยามที่แสงแดดไม่มากพอ และความมั่นคงของระบบด้วย
ดังนั้น หากรับซื้อไฟจากหลังคาบ้านในราคาเท่ากับค่าไฟขายปลีกเต็ม ๆ ต้นทุนบางส่วนจะถูกผลักไปให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น โดยเฉพาะคนที่ไม่มีโอกาสติดโซลาร์ เพราะโจทย์ใหญ่ที่ต้องคำนึง คือ ความเป็นธรรมกับทุกคน