โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แลนด์บริดจ์ ในเงาภูมิใจไทย เมกะโปรเจ็กต์จาก ประยุทธ์ สู่ อนุทิน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 02.15 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 02.15 น.

คอลัมน์ : Politics policy people forum

แลนด์บริดจ์เป็น “เมกะโปรเจ็กต์” ใหญ่ เม็ดเงินลงทุนเฉียด 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลอนุทิน 2 ประกาศเดินหน้า โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 28 เมษายน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมไป “อัพเดต” ผลศึกษาความเป็นไปได้ “โครงการแลนด์บริดจ์” ให้เป็นปัจจุบัน ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

แม้ที่ผ่านมา “โครงการแลนด์บริดจ์” จะถูกขับเคลื่อนจริงจัง ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยที่คุมอำนาจการบริหารประเทศ 2 ปี ภายใต้นายกรัฐมนตรี 2 คน เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร

แต่หากลงลึกในรายละเอียด “โครงการแลนด์บริดจ์” มีจุดตั้งต้นภายหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรัฐบาลประยุทธ์ 1 ต้องการยกเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการวางแผนพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (SEC) คล้ายกับพื้นที่ EEC ของฝั่งตะวันออก

แต่หลังการเลือกตั้งปี 2562 รัฐบาลประยุทธ์ 2 กระทรวงคมนาคมอยู่ใต้การกำกับของพรรคภูมิใจไทย มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคมนาคม นับแต่นั้น “โครงการแลนด์บริดจ์” ก็ถูกปรุงขึ้น และไม่เคยห่างมือจากพรรคภูมิใจไทย

“ศักดิ์สยาม” ให้นโยบายหน่วยงานภายใต้สังกัดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2563 เร่งผลักดันโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หนึ่งในนั้นคือโปรเจ็กต์ที่เชื่อมขนส่งระหว่างชุมพร-ระนอง

ต่อมา 4 กุมภาพันธ์ 2564 รัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2564 ได้ประกาศให้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ซึ่งการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

จากนั้นกระทรวงคมนาคมภายใต้การกำกับของ “ศักดิ์สยาม” มีหน้าที่ดูเรื่องการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ได้ลงนามว่าจ้างเอกชนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการ

ต่อมา 22 เมษายน 2565 คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ที่มี “ศักดิ์สยาม” เป็นประธาน ได้เคาะพื้นที่เดินหน้าสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ที่จังหวัดระนอง คือพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง และฝั่งอ่าวไทย จังหวัดชุมพรคือพื้นที่แหลมริ่ว ขณะเดียวกัน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ จัดทำผลศึกษา “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย”

พบว่าหากรัฐบาลเลือกทำโครงการแลนด์บริดจ์จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและดำเนินงานโครงการ (ราคาด้านเศรษฐศาสตร์) 482,721 ล้านบาท ประมาณการผลประโยชน์ด้านเศรษฐศาสตร์ (พ.ศ. 2565-2603) 416,256 ล้านบาท มูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครงการ (Project NPV @ 12% Discount Rate)-121,037 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์ (EIRR) 1.24% อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C) 0.22 โดยทางเลือกโครงการแลนด์บริดจ์ รายงานชี้ว่าไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์

โดยทางเลือกที่เหมาะสมคือ การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน โดยไม่มีการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล

โครงการแลนด์บริดจ์ในยุครัฐบาลประยุทธ์ 2 ถูกสต็อปตรงที่กระทรวงคมนาคมได้ทำศึกษาเพิ่มเติมด้านต้นทุนและการลงทุน โดย “ศักดิ์สยาม” ได้ระบุเมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยมั่นใจว่าจะชงวาระแลนด์บริดจ์เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ทันก่อนหมดสมัย แต่ก็มีการยุบสภา

สวิตเซอร์แลนด์เอเชีย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคภูมิใจไทยโดย “อนุทิน” ได้ใช้ “แลนด์บริดจ์” ในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งในการปลุกเศรษฐกิจ เพราะพื้นที่ภาคใต้เป็นฐานหลักของพรรคภูมิใจไทยไม่แพ้ถิ่นอีสานใต้

การเมืองมาถึงยุคพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐนาวา พรรคภูมิใจไทยเรียกร้องเนือง ๆ ให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ขณะที่อนุทินและ สส.พรรคภูมิใจไทยชิงเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. แม้ NGO ท้วงว่าร่างกฎหมายเอื้อนายทุน

และนายกฯเศรษฐาก็หยิบวาระ “โครงการแลนด์บริดจ์” ขึ้นมาพิจารณา พร้อมยกระดับกลายเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ของรัฐบาลในทันที แต่อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลเศรษฐาหยิบโครงการแลนด์บริดจ์มาโรดโชว์กับนานาประเทศ ดึงดูดการลงทุน หาใช่จากการเรียกร้องของภูมิใจไทย

“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองนายกฯและ รมว.คมนาคมในยุคนั้น ยังตั้งคณะทำงานร่วมกับบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ตะวันออกกลางอย่าง DP WORLD เพื่อศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง ก็ได้ให้ความสนใจลงทุน ขณะที่เกมคู่ขนานในสภายังมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

15 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงที่รัฐบาลแพทองธารกำลังเจอมรสุมโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่เป็นหนึ่งในชนวนร้าวรัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย แต่ผลการศึกษาโครงการใหญ่อย่าง “แลนด์บริดจ์” ก็มีเสียงสนับสนุนท่วมท้นจากสภาด้วยเสียง 249 ต่อ 147 เสียง และ 6 พฤษภาคม 2568 ครม.แพทองธารมีมติรับทราบผลการศึกษาของสภา

และแม้ว่ารัฐบาลแพทองธารจะเผชิญความผันผวนทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชา จนนำมาสู่การพ้นตำแหน่ง แต่ “โครงการแลนด์บริดจ์” ยังคงเดินหน้า

ก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นจากเก้าอี้นายกฯ 4 วัน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้นำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดโครงการทุกประเด็น พบว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการลงทุน (EIRR) คิดเป็น 17.38%

รัฐบาลอนุทินไม่เคยทิ้งโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหลังจากพลิกข้างได้เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” 4 เดือน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่นั่งเป็นรองนายกฯควบ รมว.คมนาคม อีกหมวกหนึ่งเป็น “ขุนพลภาคใต้” ของพรรคสีน้ำเงิน ยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการ

ยิ่งตอกย้ำเมื่อพิพัฒน์ใช้แลนด์บริดจ์เป็นแคมเปญหาเสียงภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งทำให้พรรคภูมิใจไทยกวาด สส.ภาคใต้ได้ตามเป้า 31 คน มากที่สุดในภาคใต้

จากศักดิ์สยามต่อเนื่องถึง “อนุทิน 1”และ “อนุทิน 2” แลนด์บริดจ์อยู่ในวาระ อยู่ในเงาของภูมิใจไทยตลอดมา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แลนด์บริดจ์ ในเงาภูมิใจไทย เมกะโปรเจ็กต์จาก ประยุทธ์ สู่ อนุทิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...