กรมราชทัณฑ์ ยืนยันพักโทษ “ทักษิณ” พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
กรมราชทัณฑ์ ชี้แจง กรณี พักการลงโทษ อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร
กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารชี้แจง กรณี การพักการลงโทษ อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560
ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าการพิจารณาพักการลงโทษต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไปตามกฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 มีเนื้อหาขัดต่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 วรรคแรก ซึ่งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลางและจำคุกเป็นครั้งที่ 2 นั้น
กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนดังนี้
1. พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 วรรคแรก บัญญัติว่า “นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้” นั้น เป็นการกล่าวถึงภาพรวมของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่ามี 8 ข้อ ได้แก่
(1) ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์
(2) เลื่อนชั้น
(3) ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ
(4) ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง
(5) ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน
(6) ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ
(7) พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะมากกว่า
(8) ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ
ทั้งนี้ มิได้กล่าวถึงการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดไว้แต่อย่างใด
2. กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ได้กำหนดเรื่องการพักการลงโทษกรณีปกติไว้ โดยนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไปอาจได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
หากมีการพระราชทานอภัยโทษให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52 (7) ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่าการพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ ดังนั้น กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564 จึงมิได้เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 แต่อย่างใด
กรมราชทัณฑ์ ระบุต่อว่า นายทักษิณ ต้องโทษจำคุกรวม 3 คดี ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี โดยต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยว่าการบังคับโทษไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 1 ปี
ดังนั้น การบังคับโทษ 1 ปี ของนายทักษิณจึงมิใช่กรณีกระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น และมิใช่กรณีเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน
จากประเด็นดังกล่าว นายทักษิณจึงมีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด และได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด
การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน รอบคอบ และเป็นธรรม โดยมิได้มีการเลือกปฏิบัติหรือให้สิทธิประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่อย่างใด
กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ราชทัณฑ์ สั่งฟันวินัยร้ายแรง-ออกราชการเจ้าหน้าที่ "เอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังชาวจีน"
- รมว.ยุติธรรม เผย ขั้นตอนพักโทษ “ทักษิณ” ต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ
- พลิกปูม 20 ปีวิบากกรรมทักษิณ จากพายุการเมืองสู่หมุดหมายอิสรภาพ 9 พ.ค. 69
- ไทม์ไลน์พักโทษทักษิณ 9 พ.ค. 69 ขั้นตอนครบทุกชั้น
- กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีพักโทษ “ทักษิณ” ดำเนินการตามกฎหมาย-ไม่มีเลือกปฏิบัติ